<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<itemContainer xmlns="http://omeka.org/schemas/omeka-xml/v5" xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance" xsi:schemaLocation="http://omeka.org/schemas/omeka-xml/v5 http://omeka.org/schemas/omeka-xml/v5/omeka-xml-5-0.xsd" uri="https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/items/browse?collection=3&amp;output=omeka-xml&amp;page=2" accessDate="2026-04-04T05:59:16+07:00">
  <miscellaneousContainer>
    <pagination>
      <pageNumber>2</pageNumber>
      <perPage>10</perPage>
      <totalResults>26</totalResults>
    </pagination>
  </miscellaneousContainer>
  <item itemId="27" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="118">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/dbfcca619676ac4d95178e2af042f94b.JPG</src>
        <authentication>88983c409f5c2829d3278bdbe60049b1</authentication>
      </file>
      <file fileId="119">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/af19153536e41fb38633b2cbcea44721.JPG</src>
        <authentication>a20dc7b16034036ae2b61150c2aa7dd3</authentication>
      </file>
      <file fileId="120">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/c32038a37ccb2d27ef060a6b19f154b8.JPG</src>
        <authentication>1588376940a4210af7ede7e721677510</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="75">
                <text>ผ้ายกดอกลายตุงกระด้าง&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="252">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกดอกลายตุงกระด้าง&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="253">
                <text>นางสาวเพ็ญศรี ยศเวียง</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="254">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="255">
                <text>พ.ศ. 2541</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="256">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่งเพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำให้ลวดลายให้เกิดขึ้น หรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกขึ้นกี่ การร้อยด้ายเข้าฟืม การเก็บตะกอทำเส้นด้าย และการเก็บตะกอทำลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความคุ้นเคยกับลายที่ทอ (คณะศึกษาศาสตร์ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="257">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” ที่มีลักษณะเป็นผ้าริ้วลายขวาง ต่อตีด้วยผ้าสีแดงหรือดำและต่อหัวด้วยผ้าสีขาว สีแดง หรือดำ หรืออาจจะเป็นผ้าสีเดียวก็ได้ โดยการเย็บเข้าด้วยกัน เรียกซิ่นชนิดนี้ว่า “ซิ่นต๋า” หรือ “ซิ่นต่อตีนเอว”</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="258">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="259">
                <text>ผ้าฝ้าย</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="260">
                <text>กว้าง 38 นิ้ว ยาว 48 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="261">
                <text>1)ลายหลัก : ลายตุงกระด้าง (ลายประยุกต์ใหม่)&#13;
-การเปลี่ยนแปลงลวดลายของผ้ายกดอกลำพูน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ&#13;
(1) ระยะแยก ลายดอกพิกุลในระยะนี้เรียกว่า “ลายแบบดั้งเดิม” เป็นลายที่ทอกันอยู่ก่อนแล้ว ลายดอกพิกุลแบบดั้งเดิมจะมี 5-6 เขา (ไม้) เท่านั้น&#13;
(2) ระยะที่ 2 หลังพ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าหญิงส่วนบุญได้นำความรู้ในการทอผ้ายกดอกที่ได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมาประยุกต์งานหัตถศิลป์พื้นบ้านด้านลวดลายของลายดอกพิกุล โดยเพิ่มเขาให้มีจำนวนไม้มากขึ้น ตั้งแต่ 7 ไม้ขึ้นไป ลวดลายเป็นลายเฉพาะของดอกพิกุล ที่มีความงดงามยิ่งขึ้น เรียกโดยรวมว่า “ลายพิกุลธรรมดา” ประกอบด้วย ลายดอกพิกุลกลม ลายดอกพิกุลเหลี่ยม ลายดอกพิกุลมีขอบ ลายดอกพิกุลเล็ก พิกุลจันทร์แปดกลีบ เป็นต้น ซึ่งการเรียกชื่อลายนี้ช่างทอผ้าแต่ละคนจะเรียกตามลักษณะของลายที่ทอออกมาไม่มีชื่อเรียกมาตรฐานที่ตายตัว&#13;
(3) ระยะที่ 3 หลังพ.ศ. 2475 เป็นช่วงที่เรียกว่าได้ว่าเป็นยุคทองของผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูน ผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูนเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก กอปรกับการคมนาคมสะดวกขึ้น และมีโรงงานทอผ้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเขตตัวเมืองลำพูน มีการแข่งขันกันสูง จึงเกิดการประยุกต์ลวดลายของดอกพิกุล โดยคงลายดอกพิกุลอยู่ แล้วเพิ่มลายใหม่เข้าไปผสมผสานให้เกิดความงดงามและความหลากหลายในลวดลาย หรือเพิ่มเกสรของลายดอกโดยใช้ดื้นเรียกลวดลายโดยรวมว่า “ลายพิกุลประยุกต์” ประกอบด้วย ลายพิกุลโยง ลายพิกุลโยงมีเกสร ลายพิกุลมีเกสร ลายแก้วชิงดวง ลายพิกุลล้อมดอกบัว ลายพิกุลล้อมลายไทย เป็นต้น&#13;
(4) ระยะที่ 4 ตั้งแต่พุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆขึ้นมากมาย ซึ่งลวดลายเหล่านั้นอาจเกิดจากการติดต่อแลกเปลี่ยน เช่น ลายเงี้ยว หรืออาจจะใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่พบเห็นแล้วนำมาประยุกต์เป็นลวดลายลงในผืนผ้า เช่น ลายกุหลาบพันปี ลายคุณนายตื่นสาย ลายนกยูง เป็นต้น และอาจเป็นลวดลายใหม่ที่คิดขึ้นเองผสานกับลายไทยที่ตีพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับผ้าพื้นเมืองทั่วไป เช่น ลายนพรัตน์ ลายเกลียวมัลลิกา เป็นต้น และมีมากมายหลายลายที่ยังไม่มีการตั้งชื่อ เรียกโดยรวมว่า “ลายประยุกต์ใหม่” (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) ลายประกอบ : ไม่ระบุ&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : ลายประยุกต์ใหม่&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) :&#13;
 - ลายเกี่ยวกับพิธีกรรม ความเชื่อ และศาสนา&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น)  &#13;
- ตีนซิ่น (เชิงซิ่น) ปรากฎลายตุงกระด้าง&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : &#13;
- ในภาคเหนือของประเทศไทยมีการใช้ธง (ตุง) เป็นเครื่องบูชากันมาก ซึ่งจุดมุ่งหมายของการบูชานั้นแตกต่างกันไป จากหลักฐานเอกสารและทางด้านพิธีกรรมที่ปรากฎในล้านนาสรุปได้ว่า การสร้างตุงและการใช้ตุงนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเป็นการบูชาพระธาตุ บูชาพระพุทธรูป การปักประดับในงานเฉลิมฉลองศาสนวัตถุต่างๆ การสืบทอดพระศาสนาให้ครบ 5,000 ปี การเข้าสู่พระนิพพาน การอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย (ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (เจ้าน้อยมหาอินทร์ ณ เชียงใหม่), 2553)&#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="262">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="263">
                <text>1)พ.ศ. : พ.ศ. 2541&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : สมัยหลัง พ.ศ. 2500&#13;
3) อายุของผ้า : 22 ปี&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="264">
                <text>-ผ้ายกดอกลายตุงกระด้าง&#13;
-ผ้าทอ, ผ้านุ่ง, ผ้าถุง, ผ้าซิ่น&#13;
-ผ้ายกดอก&#13;
-ลายตุงกระด้าง&#13;
-ลายประยุกต์ใหม่&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="265">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-การยก การทอด้วยเทคนิค “การยก” คือการยกลวดลายด้วยตะกอ เรียกว่า “ผ้ายก” &#13;
-การทอยกดอก หมายถึงการยกเส้นยืนเพื่อที่ สอดเส้นพุ่งเพื่อทําให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ ายยกและผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ ายหรือ ไหมสีอื่น เพื่อทําให้ลวดลายที่เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่ การ คัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การสืบหูก การร้อยด้ายฟืม การเก็บตะกรอทําเส้นด้าย การเก็บ ตะกรอทําลวดลาย จากนั้นจึงทําขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชํานาญและความคุ้นเคยกับ ลายที่ทอ การทอผ้ายกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหม ยกดอกลําพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่วไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) สีของผ้า : สีแดง สีเขียว สีฟ้า สีขาว สีชมพู สีเหลืองอ่อน&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น แก่นขนุน หัวหรือเหง้าขมิ้นชัน เปลือกกระหูด ต้นคราม ลูกมะเกลือ ดอกคำฝอย รากยอป่า มูลครั่ง เป็นต้น&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้าไหมยกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- ผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลที่มีความนิยมมากที่สุดคือผ้าซิ่น ผ้าซิ่นรุ่นเก่าจะเป็นผ้าซิ่น ยกเชิง ต่อมามีการเพิ่มลายทั้งผืนเป็นผ้าซิ่นยกเชิงยกทึบ ส่วนประกอบของซิ่นจะมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวซิ่น และเชิง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือการถักทอส่วนประกอบของผืนผ้ามีความละเอียดอ่อน รอยต่อของช่วงลายแต่ละลายจะมีลายคอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ทําให้ช่วงลายแต่ละช่วงมี ความกลมกลืนกัน และมีชื่อเรียกแต่ละช่วงลายเรียงลําดับตั้งแต่ตีนซิ่นขึ้นไปถึงเอว ดังนี้ &#13;
-เชิง ประกอบด้วย &#13;
 (1) พวันตีน ได้แก่ริมล่างสุดของผืนผ้าซิ่น ลายเชิงเดินเป็นลายสนฉัตร แต่ปัจจุบันเพื่อ ความอ่อนช้อย งดงามได้มีการเพิ่มลายดอกหรือลวดลายแทรกในหัวเชิง &#13;
(2) คอที่ 1 คือส่วนที่ถัดจากพวันตีน ลายคอส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ และจะมีคัน ปิดส่วนล่าง-บนของคอ อาจเป็นลายเล็กๆที่เป็นเส้นตรง หรือลายโค้งหยัก เพื่อให้เกิดการผสมผสาน กับลายท้อง ทําให้เกิดความกลมกลืนระหว่างลาย &#13;
(3) ดอกท้อง (เชิงกลาง) คือส่วนที่ถัดจากคอที่ 1 ใส่ไว้เพื่อเล่นลวดลายของเชิงผ้าให้มี ความโดดเด่น โดยจะเป็นลายยกดอกพิกุล ในผ้ายกเชิงทึบลวดลายของเชิงกลางส่วนมากจะเป็น ลายเดียวกันกับลายตัวซิ่น แต่อาจทําให้โดดเด่นโดยการใช้ดิ้น&#13;
(4) คอที่ 2 คือส่วนที่ถัดจากดอกท้อง จะใช้ลายเดียวกันกับคอที่ 1 &#13;
(5) พวันเล็ก คือส่วนที่อยู่ถัดจากคอที่ 2 บางครั้งเรียกงูลอย เพราะลวดลายมีลักษณะโค้ง หยักไปมาคล้ายงู ใส่ไว้เพื่อแยกส่วนเชิงกับตัวซิ่น และช่วยให้ลายเชิงกับลายตัวซิ่นไม่กระด้าง มีความกลมกลืนกัน ตัวซิ่ น เป็นส่วนที่มีความกว้างมากที่สุด อยู่ถัดจากพวันเล็กจนถึงเอว ในผ้าซิ่นยกเชิง &#13;
(6) ตัวซิ่นจะเป็นสีพื้นโดยการใช้ด้วยพุ่งสีเดียวกันตลอดทั้งผืน หรือหากต้องการสีสลับก็ใช้เส้นยืนใน การสลับสีให้สวยงาม ส่วนในผ้าซิ่นยกเชิงทึบ ตัวซิ่นจะเป็นลายยกดอกพิกุลเต็มตัวซิ่น และส่วนมาก จะเป็นลายเดียวกับลายท้อง (สำนักส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="266">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="26" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="121">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/2d379081ba8edda9da8b8a29fcbdbbd5.JPG</src>
        <authentication>f81e0f055b5be1c6e09752fb1293a533</authentication>
      </file>
      <file fileId="122">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/4277f788a8af7f923136b573b4bacc66.JPG</src>
        <authentication>0e371e006501e4dbbd6036974ba22d1f</authentication>
      </file>
      <file fileId="123">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/afba2351bd702e61c88d69900fe5281d.JPG</src>
        <authentication>bded98b2939d41fcde3ba85e1c48d165</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="74">
                <text>ผ้ายกเชิงลายดอกพิกุลเล็ก&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="267">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกเชิงลายดอกพิกุลเล็ก&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="268">
                <text>นางปิมปา ยศเวียง</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="269">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="270">
                <text>พ.ศ. 2541</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="271">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่งเพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำให้ลวดลายให้เกิดขึ้น หรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกขึ้นกี่ การร้อยด้ายเข้าฟืม การเก็บตะกอทำเส้นด้าย และการเก็บตะกอทำลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความคุ้นเคยกับลายที่ทอ (คณะศึกษาศาสตร์ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="272">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” ที่มีลักษณะเป็นผ้าริ้วลายขวาง ต่อตีด้วยผ้าสีแดงหรือดำและต่อหัวด้วยผ้าสีขาว สีแดง หรือดำ หรืออาจจะเป็นผ้าสีเดียวก็ได้ โดยการเย็บเข้าด้วยกัน เรียกซิ่นชนิดนี้ว่า “ซิ่นต๋า” หรือ “ซิ่นต่อตีนเอว”</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="273">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="274">
                <text>ผ้าไหมประดิษฐ์</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="275">
                <text>กว้าง 38 นิ้ว ยาว 62 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="276">
                <text>1)ลายหลัก : ลายดอกพิกุลเล็ก &#13;
(ลายพิกุลธรรมดา)&#13;
-การเปลี่ยนแปลงลวดลายของผ้ายกดอกลำพูน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ&#13;
(1) ระยะแยก ลายดอกพิกุลในระยะนี้เรียกว่า “ลายแบบดั้งเดิม” เป็นลายที่ทอกันอยู่ก่อนแล้ว ลายดอกพิกุลแบบดั้งเดิมจะมี 5-6 เขา (ไม้) เท่านั้น&#13;
(2) ระยะที่ 2 หลังพ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าหญิงส่วนบุญได้นำความรู้ในการทอผ้ายกดอกที่ได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมาประยุกต์งานหัตถศิลป์พื้นบ้านด้านลวดลายของลายดอกพิกุล โดยเพิ่มเขาให้มีจำนวนไม้มากขึ้น ตั้งแต่ 7 ไม้ขึ้นไป ลวดลายเป็นลายเฉพาะของดอกพิกุล ที่มีความงดงามยิ่งขึ้น เรียกโดยรวมว่า “ลายพิกุลธรรมดา” ประกอบด้วย ลายดอกพิกุลกลม ลายดอกพิกุลเหลี่ยม ลายดอกพิกุลมีขอบ ลายดอกพิกุลเล็ก พิกุลจันทร์แปดกลีบ เป็นต้น ซึ่งการเรียกชื่อลายนี้ช่างทอผ้าแต่ละคนจะเรียกตามลักษณะของลายที่ทอออกมาไม่มีชื่อเรียกมาตรฐานที่ตายตัว&#13;
(3) ระยะที่ 3 หลังพ.ศ. 2475 เป็นช่วงที่เรียกว่าได้ว่าเป็นยุคทองของผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูน ผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูนเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก กอปรกับการคมนาคมสะดวกขึ้น และมีโรงงานทอผ้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเขตตัวเมืองลำพูน มีการแข่งขันกันสูง จึงเกิดการประยุกต์ลวดลายของดอกพิกุล โดยคงลายดอกพิกุลอยู่ แล้วเพิ่มลายใหม่เข้าไปผสมผสานให้เกิดความงดงามและความหลากหลายในลวดลาย หรือเพิ่มเกสรของลายดอกโดยใช้ดื้นเรียกลวดลายโดยรวมว่า “ลายพิกุลประยุกต์” ประกอบด้วย ลายพิกุลโยง ลายพิกุลโยงมีเกสร ลายพิกุลมีเกสร ลายแก้วชิงดวง ลายพิกุลล้อมดอกบัว ลายพิกุลล้อมลายไทย เป็นต้น&#13;
(4) ระยะที่ 4 ตั้งแต่พุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆขึ้นมากมาย ซึ่งลวดลายเหล่านั้นอาจเกิดจากการติดต่อแลกเปลี่ยน เช่น ลายเงี้ยว หรืออาจจะใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่พบเห็นแล้วนำมาประยุกต์เป็นลวดลายลงในผืนผ้า เช่น ลายกุหลาบพันปี ลายคุณนายตื่นสาย ลายนกยูง เป็นต้น และอาจเป็นลวดลายใหม่ที่คิดขึ้นเองผสานกับลายไทยที่ตีพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับผ้าพื้นเมืองทั่วไป เช่น ลายนพรัตน์ ลายเกลียวมัลลิกา เป็นต้น และมีมากมายหลายลายที่ยังไม่มีการตั้งชื่อ เรียกโดยรวมว่า “ลายประยุกต์ใหม่” (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) ลายประกอบ : ไม่ระบุ&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : ลายพิกุลธรรมดา&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) :&#13;
 - ลายดอกพิกุลเล็ก เป็นลายพรรณพฤกษา ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ เป็นต้น ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงคือ “ลายดอกพิกุล” ซึ่งเป็นลวดลายโบราณซึ่งผู้ออกแบบลายผ้านิยมนำมาประยุกต์กับลวดลายอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบรูปแบบลวดลายดอกพิกุลที่หลากหลายขึ้น เช่น พิกุลเครือ พิกุลมีขอบ พิกุลก้านแย่ง พิกุลเชิงใหญ่ พิกุลถมเกสร พิกุลเล็ก พิกุลใหญ่ พิกุลสมเด็จ และพิกุลกลม เป็นต้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554)&#13;
-ลายดอกพิกุล เป็นผ้ายกดอกลายดั้งเดิมของลําพูน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ ลําพูน ประวัติการทอผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ในระยะเริ่มต้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่จาก คําบอกเล่าของสมาชิกกลุ่มทอผ้าและผู้สูงอายุในตําบลเวียงยองว่า มีวัดวัดหนึ่งมีชื่อว่า วัดต้นแก้ว ทางภาคเหนือเรียกต้นพิกุลว่าต้นแก้ว ในสมัยก่อนคงมีต้นดอกแก้วขึ้นในบริเวณนั้นมาก จึงตั้งชื่อวัด ตามต้นไม้ ไม้พิกุลเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตร เป็นพุ่มทรงกลมออก ใบเรียงสลับกัน ใบมนรูปไข่ปลายแหลม ลักษณะโคนใบมนสวย ขอบใบโค้งเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบเป็นมันสีเขียว ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกดอกเป็นกระจุก ตามง่ามใบหรือยอด มีกลีบดอกประมาณ 8 กลีบ เรียงช้อนกัน กลีบดอกเป็นจักรเล็กน้อย สีขาวนวล มีกลิ่นหอมมาก ผลรูปไข่หรือกลมรีผลแก่ มีสีแสด เนื้อในเหลืองรสหวาน ภายในมีเมล็ดเดียว ช่างที่ออกแบบลวดลายผ้าทอ อาจเห็นดอกพิกุล แล้วนํามาออกแบบลวดลายผ้าทอ หรือ ออกแบบลวดลายผ้าแล้วมีลายเหมือนกับดอกไม้พิกุล จึงเรียกว่าลายนั้นว่า ลายดอกพิกุล ซึ่งการ ทอผ้าระยะแรกจะเป็นผ้าฝ้ายที่ลวดลายจะเป็นลายธรรมดา ไม่วิจิตร งดงามมากนัก จนกระทั่งราว พ.ศ. 2457 เจ้าหญิงส่วนบุญได้ฝึกหัดชาวบ้านให้มีความรู้เรื่องการทอผ้า ยกดอกเป็นอย่างดี จึงมีการพัฒนาลวดลายของผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลให้วิจิตรงดงามยิ่งขึ้น จนทําให้จังหวัดลําพูน กลายเป็นศูนย์กลางการทอผ้ายกดอกแหล่งสําคัญของประเทศไทย (สำนักวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น)  &#13;
- ตีนซิ่น (เชิงซิ่น) ปรากฎลายดอกพิกุลเล็ก&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : &#13;
-ดอกพิกุลถ้าเป็นตามความเชื่อ การสนทนากันในวัดส่วนใหญ่จะนั่งใต้ต้นดอกพิกุล เพราะต้นพิกุลจะให้ร่มเงา เวลาดอกพิกุลออกดอกจะออกเยอะมากและมีกลิ่นหอมมาก คำว่า คุยกันจนดอกพิกุลร่วงแปลว่าบทสนทนานั้นนานมากเพราะกว่าดอกพิกุลจะร่วงหมดต้นจะต้องใช้เวลานาน เวลาออกดอกจะออกทั้งต้น ซึ่งดอกพิกุลจะปลูกกันตามวัด ตามโรงเรียน (สุรเชษฐ์ แผ้วปัญญา, 2558)&#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="277">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="278">
                <text>1)พ.ศ. : พ.ศ. 2541&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : สมัยพ.ศ. 2457&#13;
3) อายุของผ้า : 22 ปี&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="279">
                <text>-ผ้ายกเชิงลายดอกพิกุลเล็ก&#13;
-ผ้าทอ, ผ้านุ่ง, ผ้าถุง, ผ้าซิ่น&#13;
-ผ้ายกเชิง&#13;
-ลายดอกพิกุลเล็ก&#13;
-ลายพิกุลธรรมดา&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="280">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-การยก การทอด้วยเทคนิค “การยก” คือการยกลวดลายด้วยตะกอ เรียกว่า “ผ้ายก” &#13;
-การทอยกดอก หมายถึงการยกเส้นยืนเพื่อที่ สอดเส้นพุ่งเพื่อทําให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ ายยกและผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ ายหรือ ไหมสีอื่น เพื่อทําให้ลวดลายที่เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่ การ คัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การสืบหูก การร้อยด้ายฟืม การเก็บตะกรอทําเส้นด้าย การเก็บ ตะกรอทําลวดลาย จากนั้นจึงทําขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชํานาญและความคุ้นเคยกับ ลายที่ทอ การทอผ้ายกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหม ยกดอกลําพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่วไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) สีของผ้า : สีแดงเข้ม สีเหลืองทอง&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น แก่นขนุน หัวหรือเหง้าขมิ้นชัน เปลือกกระหูด ต้นคราม ลูกมะเกลือ ดอกคำฝอย รากยอป่า มูลครั่ง เป็นต้น&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้าไหมยกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- ผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลที่มีความนิยมมากที่สุดคือผ้าซิ่น ผ้าซิ่นรุ่นเก่าจะเป็นผ้าซิ่น ยกเชิง ต่อมามีการเพิ่มลายทั้งผืนเป็นผ้าซิ่นยกเชิงยกทึบ ส่วนประกอบของซิ่นจะมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวซิ่น และเชิง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือการถักทอส่วนประกอบของผืนผ้ามีความละเอียดอ่อน รอยต่อของช่วงลายแต่ละลายจะมีลายคอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ทําให้ช่วงลายแต่ละช่วงมี ความกลมกลืนกัน และมีชื่อเรียกแต่ละช่วงลายเรียงลําดับตั้งแต่ตีนซิ่นขึ้นไปถึงเอว ดังนี้ &#13;
-เชิง ประกอบด้วย &#13;
 (1) พวันตีน ได้แก่ริมล่างสุดของผืนผ้าซิ่น ลายเชิงเดินเป็นลายสนฉัตร แต่ปัจจุบันเพื่อ ความอ่อนช้อย งดงามได้มีการเพิ่มลายดอกหรือลวดลายแทรกในหัวเชิง &#13;
(2) คอที่ 1 คือส่วนที่ถัดจากพวันตีน ลายคอส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ และจะมีคัน ปิดส่วนล่าง-บนของคอ อาจเป็นลายเล็กๆที่เป็นเส้นตรง หรือลายโค้งหยัก เพื่อให้เกิดการผสมผสาน กับลายท้อง ทําให้เกิดความกลมกลืนระหว่างลาย &#13;
(3) ดอกท้อง (เชิงกลาง) คือส่วนที่ถัดจากคอที่ 1 ใส่ไว้เพื่อเล่นลวดลายของเชิงผ้าให้มี ความโดดเด่น โดยจะเป็นลายยกดอกพิกุล ในผ้ายกเชิงทึบลวดลายของเชิงกลางส่วนมากจะเป็น ลายเดียวกันกับลายตัวซิ่น แต่อาจทําให้โดดเด่นโดยการใช้ดิ้น&#13;
(4) คอที่ 2 คือส่วนที่ถัดจากดอกท้อง จะใช้ลายเดียวกันกับคอที่ 1 &#13;
(5) พวันเล็ก คือส่วนที่อยู่ถัดจากคอที่ 2 บางครั้งเรียกงูลอย เพราะลวดลายมีลักษณะโค้ง หยักไปมาคล้ายงู ใส่ไว้เพื่อแยกส่วนเชิงกับตัวซิ่น และช่วยให้ลายเชิงกับลายตัวซิ่นไม่กระด้าง มีความกลมกลืนกัน ตัวซิ่ น เป็นส่วนที่มีความกว้างมากที่สุด อยู่ถัดจากพวันเล็กจนถึงเอว ในผ้าซิ่นยกเชิง &#13;
(6) ตัวซิ่นจะเป็นสีพื้นโดยการใช้ด้วยพุ่งสีเดียวกันตลอดทั้งผืน หรือหากต้องการสีสลับก็ใช้เส้นยืนใน การสลับสีให้สวยงาม ส่วนในผ้าซิ่นยกเชิงทึบ ตัวซิ่นจะเป็นลายยกดอกพิกุลเต็มตัวซิ่น และส่วนมาก จะเป็นลายเดียวกับลายท้อง (สำนักส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="281">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="25" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="124">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/f24689177154fffff1d400e342d1e35c.JPG</src>
        <authentication>5736cfd733d219a2e4cb2091c277f22d</authentication>
      </file>
      <file fileId="125">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/56879726b69bc3e3691bcc06bbb5c896.JPG</src>
        <authentication>04becc6950913899dc56437eddf16d0f</authentication>
      </file>
      <file fileId="126">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/5d7d74ee687ecefb69570009a8c08179.JPG</src>
        <authentication>2e769cbb9e23ce0ed12b3ec39ef86a31</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="73">
                <text>ผ้ายกเชิงลายดอกกนก&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="282">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกเชิงลายดอกกนก&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="283">
                <text>แม่บุญชุม ชัยสิทธิ์</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="284">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="285">
                <text>พ.ศ. 2541</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="286">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่งเพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำให้ลวดลายให้เกิดขึ้น หรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกขึ้นกี่ การร้อยด้ายเข้าฟืม การเก็บตะกอทำเส้นด้าย และการเก็บตะกอทำลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความคุ้นเคยกับลายที่ทอ (คณะศึกษาศาสตร์ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="287">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” ที่มีลักษณะเป็นผ้าริ้วลายขวาง ต่อตีด้วยผ้าสีแดงหรือดำและต่อหัวด้วยผ้าสีขาว สีแดง หรือดำ หรืออาจจะเป็นผ้าสีเดียวก็ได้ โดยการเย็บเข้าด้วยกัน เรียกซิ่นชนิดนี้ว่า “ซิ่นต๋า” หรือ “ซิ่นต่อตีนเอว”</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="288">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="289">
                <text>ผ้าไหมประดิษฐ์</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="290">
                <text>กว้าง 78 นิ้ว ยาว 64 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="291">
                <text>1)ลายหลัก : ลายดอกกนก &#13;
(ลายประยุกต์ใหม่)&#13;
-การเปลี่ยนแปลงลวดลายของผ้ายกดอกลำพูน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ&#13;
(1) ระยะแยก ลายดอกพิกุลในระยะนี้เรียกว่า “ลายแบบดั้งเดิม” เป็นลายที่ทอกันอยู่ก่อนแล้ว ลายดอกพิกุลแบบดั้งเดิมจะมี 5-6 เขา (ไม้) เท่านั้น&#13;
(2) ระยะที่ 2 หลังพ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าหญิงส่วนบุญได้นำความรู้ในการทอผ้ายกดอกที่ได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมาประยุกต์งานหัตถศิลป์พื้นบ้านด้านลวดลายของลายดอกพิกุล โดยเพิ่มเขาให้มีจำนวนไม้มากขึ้น ตั้งแต่ 7 ไม้ขึ้นไป ลวดลายเป็นลายเฉพาะของดอกพิกุล ที่มีความงดงามยิ่งขึ้น เรียกโดยรวมว่า “ลายพิกุลธรรมดา” ประกอบด้วย ลายดอกพิกุลกลม ลายดอกพิกุลเหลี่ยม ลายดอกพิกุลมีขอบ ลายดอกพิกุลเล็ก พิกุลจันทร์แปดกลีบ เป็นต้น ซึ่งการเรียกชื่อลายนี้ช่างทอผ้าแต่ละคนจะเรียกตามลักษณะของลายที่ทอออกมาไม่มีชื่อเรียกมาตรฐานที่ตายตัว&#13;
(3) ระยะที่ 3 หลังพ.ศ. 2475 เป็นช่วงที่เรียกว่าได้ว่าเป็นยุคทองของผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูน ผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูนเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก กอปรกับการคมนาคมสะดวกขึ้น และมีโรงงานทอผ้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเขตตัวเมืองลำพูน มีการแข่งขันกันสูง จึงเกิดการประยุกต์ลวดลายของดอกพิกุล โดยคงลายดอกพิกุลอยู่ แล้วเพิ่มลายใหม่เข้าไปผสมผสานให้เกิดความงดงามและความหลากหลายในลวดลาย หรือเพิ่มเกสรของลายดอกโดยใช้ดื้นเรียกลวดลายโดยรวมว่า “ลายพิกุลประยุกต์” ประกอบด้วย ลายพิกุลโยง ลายพิกุลโยงมีเกสร ลายพิกุลมีเกสร ลายแก้วชิงดวง ลายพิกุลล้อมดอกบัว ลายพิกุลล้อมลายไทย เป็นต้น&#13;
(4) ระยะที่ 4 ตั้งแต่พุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆขึ้นมากมาย ซึ่งลวดลายเหล่านั้นอาจเกิดจากการติดต่อแลกเปลี่ยน เช่น ลายเงี้ยว หรืออาจจะใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่พบเห็นแล้วนำมาประยุกต์เป็นลวดลายลงในผืนผ้า เช่น ลายกุหลาบพันปี ลายคุณนายตื่นสาย ลายนกยูง เป็นต้น และอาจเป็นลวดลายใหม่ที่คิดขึ้นเองผสานกับลายไทยที่ตีพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับผ้าพื้นเมืองทั่วไป เช่น ลายนพรัตน์ ลายเกลียวมัลลิกา เป็นต้น และมีมากมายหลายลายที่ยังไม่มีการตั้งชื่อ เรียกโดยรวมว่า “ลายประยุกต์ใหม่” (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) ลายประกอบ : ไม่ระบุ&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : ลายประยุกต์ใหม่&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) :&#13;
 - ลายประยุกต์ใหม่โดยมีการนำลายไทยมาผสมผสาน&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น)  &#13;
- ตีนซิ่น (เชิงซิ่น) ปรากฎลายดอกกนก&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : &#13;
-ไม่ระบุชัดเจน&#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="292">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="293">
                <text>1)พ.ศ. : พ.ศ. 2541&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : ตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2500&#13;
3) อายุของผ้า : 22 ปี&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="294">
                <text>-ผ้ายกเชิงลายดอกกนก&#13;
-ผ้าทอ, ผ้านุ่ง, ผ้าถุง, ผ้าซิ่น&#13;
-ผ้ายกเชิง&#13;
-ลายดอกกนก&#13;
-ลายประยุกต์ใหม่&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="295">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-การยก การทอด้วยเทคนิค “การยก” คือการยกลวดลายด้วยตะกอ เรียกว่า “ผ้ายก” &#13;
-การทอยกดอก หมายถึงการยกเส้นยืนเพื่อที่ สอดเส้นพุ่งเพื่อทําให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ ายยกและผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ ายหรือ ไหมสีอื่น เพื่อทําให้ลวดลายที่เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่ การ คัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การสืบหูก การร้อยด้ายฟืม การเก็บตะกรอทําเส้นด้าย การเก็บ ตะกรอทําลวดลาย จากนั้นจึงทําขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชํานาญและความคุ้นเคยกับ ลายที่ทอ การทอผ้ายกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหม ยกดอกลําพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่วไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) สีของผ้า : สีม่วง สีเทา สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลืองทอง สีดำ&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น แก่นขนุน หัวหรือเหง้าขมิ้นชัน เปลือกกระหูด ต้นคราม ลูกมะเกลือ ดอกคำฝอย รากยอป่า มูลครั่ง เป็นต้น&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้าไหมยกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- ผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลที่มีความนิยมมากที่สุดคือผ้าซิ่น ผ้าซิ่นรุ่นเก่าจะเป็นผ้าซิ่น ยกเชิง ต่อมามีการเพิ่มลายทั้งผืนเป็นผ้าซิ่นยกเชิงยกทึบ ส่วนประกอบของซิ่นจะมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวซิ่น และเชิง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือการถักทอส่วนประกอบของผืนผ้ามีความละเอียดอ่อน รอยต่อของช่วงลายแต่ละลายจะมีลายคอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ทําให้ช่วงลายแต่ละช่วงมี ความกลมกลืนกัน และมีชื่อเรียกแต่ละช่วงลายเรียงลําดับตั้งแต่ตีนซิ่นขึ้นไปถึงเอว ดังนี้ &#13;
-เชิง ประกอบด้วย &#13;
 (1) พวันตีน ได้แก่ริมล่างสุดของผืนผ้าซิ่น ลายเชิงเดินเป็นลายสนฉัตร แต่ปัจจุบันเพื่อ ความอ่อนช้อย งดงามได้มีการเพิ่มลายดอกหรือลวดลายแทรกในหัวเชิง &#13;
(2) คอที่ 1 คือส่วนที่ถัดจากพวันตีน ลายคอส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ และจะมีคัน ปิดส่วนล่าง-บนของคอ อาจเป็นลายเล็กๆที่เป็นเส้นตรง หรือลายโค้งหยัก เพื่อให้เกิดการผสมผสาน กับลายท้อง ทําให้เกิดความกลมกลืนระหว่างลาย &#13;
(3) ดอกท้อง (เชิงกลาง) คือส่วนที่ถัดจากคอที่ 1 ใส่ไว้เพื่อเล่นลวดลายของเชิงผ้าให้มี ความโดดเด่น โดยจะเป็นลายยกดอกพิกุล ในผ้ายกเชิงทึบลวดลายของเชิงกลางส่วนมากจะเป็น ลายเดียวกันกับลายตัวซิ่น แต่อาจทําให้โดดเด่นโดยการใช้ดิ้น&#13;
(4) คอที่ 2 คือส่วนที่ถัดจากดอกท้อง จะใช้ลายเดียวกันกับคอที่ 1 &#13;
(5) พวันเล็ก คือส่วนที่อยู่ถัดจากคอที่ 2 บางครั้งเรียกงูลอย เพราะลวดลายมีลักษณะโค้ง หยักไปมาคล้ายงู ใส่ไว้เพื่อแยกส่วนเชิงกับตัวซิ่น และช่วยให้ลายเชิงกับลายตัวซิ่นไม่กระด้าง มีความกลมกลืนกัน ตัวซิ่ น เป็นส่วนที่มีความกว้างมากที่สุด อยู่ถัดจากพวันเล็กจนถึงเอว ในผ้าซิ่นยกเชิง &#13;
(6) ตัวซิ่นจะเป็นสีพื้นโดยการใช้ด้วยพุ่งสีเดียวกันตลอดทั้งผืน หรือหากต้องการสีสลับก็ใช้เส้นยืนใน การสลับสีให้สวยงาม ส่วนในผ้าซิ่นยกเชิงทึบ ตัวซิ่นจะเป็นลายยกดอกพิกุลเต็มตัวซิ่น และส่วนมาก จะเป็นลายเดียวกับลายท้อง (สำนักส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="296">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="24" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="127">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/f8f02bf8d008c5f73eb069548c64f85d.JPG</src>
        <authentication>20442d298d4b4636234932f0d80c7d4f</authentication>
      </file>
      <file fileId="128">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/d8061b8648fa34b6f4cb294611d3a663.JPG</src>
        <authentication>df335a108c5f2694f3caf3936a6d8281</authentication>
      </file>
      <file fileId="129">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/152ac5e3033e11de4842587fb7db172c.JPG</src>
        <authentication>9e4c847eb344cd3420de835d1bdef34f</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="72">
                <text>ผ้ายกเชิงลายดอกเปลวเพลิง&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="297">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกเชิงลายดอกเปลวเพลิง&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="298">
                <text>แม่บัวใหล ไชยวงศรี</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="299">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="300">
                <text>พ.ศ. 2541</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="301">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่งเพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำให้ลวดลายให้เกิดขึ้น หรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกขึ้นกี่ การร้อยด้ายเข้าฟืม การเก็บตะกอทำเส้นด้าย และการเก็บตะกอทำลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความคุ้นเคยกับลายที่ทอ (คณะศึกษาศาสตร์ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="302">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” ที่มีลักษณะเป็นผ้าริ้วลายขวาง ต่อตีด้วยผ้าสีแดงหรือดำและต่อหัวด้วยผ้าสีขาว สีแดง หรือดำ หรืออาจจะเป็นผ้าสีเดียวก็ได้ โดยการเย็บเข้าด้วยกัน เรียกซิ่นชนิดนี้ว่า “ซิ่นต๋า” หรือ “ซิ่นต่อตีนเอว”</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="303">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="304">
                <text>ผ้าฝ้าย</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="305">
                <text>กว้าง 78 นิ้ว ยาว 64 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="306">
                <text>1)ลายหลัก : ลายดอกเปลวเพลิง (ลายประยุกต์ใหม่)&#13;
-การเปลี่ยนแปลงลวดลายของผ้ายกดอกลำพูน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ&#13;
(1) ระยะแยก ลายดอกพิกุลในระยะนี้เรียกว่า “ลายแบบดั้งเดิม” เป็นลายที่ทอกันอยู่ก่อนแล้ว ลายดอกพิกุลแบบดั้งเดิมจะมี 5-6 เขา (ไม้) เท่านั้น&#13;
(2) ระยะที่ 2 หลังพ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าหญิงส่วนบุญได้นำความรู้ในการทอผ้ายกดอกที่ได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมาประยุกต์งานหัตถศิลป์พื้นบ้านด้านลวดลายของลายดอกพิกุล โดยเพิ่มเขาให้มีจำนวนไม้มากขึ้น ตั้งแต่ 7 ไม้ขึ้นไป ลวดลายเป็นลายเฉพาะของดอกพิกุล ที่มีความงดงามยิ่งขึ้น เรียกโดยรวมว่า “ลายพิกุลธรรมดา” ประกอบด้วย ลายดอกพิกุลกลม ลายดอกพิกุลเหลี่ยม ลายดอกพิกุลมีขอบ ลายดอกพิกุลเล็ก พิกุลจันทร์แปดกลีบ เป็นต้น ซึ่งการเรียกชื่อลายนี้ช่างทอผ้าแต่ละคนจะเรียกตามลักษณะของลายที่ทอออกมาไม่มีชื่อเรียกมาตรฐานที่ตายตัว&#13;
(3) ระยะที่ 3 หลังพ.ศ. 2475 เป็นช่วงที่เรียกว่าได้ว่าเป็นยุคทองของผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูน ผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูนเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก กอปรกับการคมนาคมสะดวกขึ้น และมีโรงงานทอผ้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเขตตัวเมืองลำพูน มีการแข่งขันกันสูง จึงเกิดการประยุกต์ลวดลายของดอกพิกุล โดยคงลายดอกพิกุลอยู่ แล้วเพิ่มลายใหม่เข้าไปผสมผสานให้เกิดความงดงามและความหลากหลายในลวดลาย หรือเพิ่มเกสรของลายดอกโดยใช้ดื้นเรียกลวดลายโดยรวมว่า “ลายพิกุลประยุกต์” ประกอบด้วย ลายพิกุลโยง ลายพิกุลโยงมีเกสร ลายพิกุลมีเกสร ลายแก้วชิงดวง ลายพิกุลล้อมดอกบัว ลายพิกุลล้อมลายไทย เป็นต้น&#13;
(4) ระยะที่ 4 ตั้งแต่พุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆขึ้นมากมาย ซึ่งลวดลายเหล่านั้นอาจเกิดจากการติดต่อแลกเปลี่ยน เช่น ลายเงี้ยว หรืออาจจะใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่พบเห็นแล้วนำมาประยุกต์เป็นลวดลายลงในผืนผ้า เช่น ลายกุหลาบพันปี ลายคุณนายตื่นสาย ลายนกยูง เป็นต้น และอาจเป็นลวดลายใหม่ที่คิดขึ้นเองผสานกับลายไทยที่ตีพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับผ้าพื้นเมืองทั่วไป เช่น ลายนพรัตน์ ลายเกลียวมัลลิกา เป็นต้น และมีมากมายหลายลายที่ยังไม่มีการตั้งชื่อ เรียกโดยรวมว่า “ลายประยุกต์ใหม่” (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) ลายประกอบ : ไม่ระบุ&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : ลายประยุกต์ใหม่&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) :&#13;
 - ลายประยุกต์ใหม่โดยมีการนำลายไทยมาผสมผสาน&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น)  &#13;
- ตีนซิ่น (เชิงซิ่น) ปรากฎลายดอกเปลวเพลิง&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : &#13;
-ไม่ระบุชัดเจน&#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="307">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="308">
                <text>1)พ.ศ. : พ.ศ. 2541&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : ตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2500&#13;
3) อายุของผ้า : 22 ปี&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="309">
                <text>-ผ้ายกเชิงลายดอกเปลวเพลิง&#13;
-ผ้าทอ, ผ้านุ่ง, ผ้าถุง, ผ้าซิ่น&#13;
-ผ้ายกเชิง&#13;
-ลายดอกเปลวเพลิง&#13;
-ลายประยุกต์ใหม่&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="310">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-การยก การทอด้วยเทคนิค “การยก” คือการยกลวดลายด้วยตะกอ เรียกว่า “ผ้ายก” &#13;
-การทอยกดอก หมายถึงการยกเส้นยืนเพื่อที่ สอดเส้นพุ่งเพื่อทําให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ ายยกและผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ ายหรือ ไหมสีอื่น เพื่อทําให้ลวดลายที่เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่ การ คัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การสืบหูก การร้อยด้ายฟืม การเก็บตะกรอทําเส้นด้าย การเก็บ ตะกรอทําลวดลาย จากนั้นจึงทําขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชํานาญและความคุ้นเคยกับ ลายที่ทอ การทอผ้ายกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหม ยกดอกลําพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่วไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) สีของผ้า : สีม่วงอมแดง สีเหลืองทอง&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น แก่นขนุน หัวหรือเหง้าขมิ้นชัน เปลือกกระหูด ต้นคราม ลูกมะเกลือ ดอกคำฝอย รากยอป่า มูลครั่ง เป็นต้น&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้ายกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- ผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลที่มีความนิยมมากที่สุดคือผ้าซิ่น ผ้าซิ่นรุ่นเก่าจะเป็นผ้าซิ่น ยกเชิง ต่อมามีการเพิ่มลายทั้งผืนเป็นผ้าซิ่นยกเชิงยกทึบ ส่วนประกอบของซิ่นจะมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวซิ่น และเชิง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือการถักทอส่วนประกอบของผืนผ้ามีความละเอียดอ่อน รอยต่อของช่วงลายแต่ละลายจะมีลายคอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ทําให้ช่วงลายแต่ละช่วงมี ความกลมกลืนกัน และมีชื่อเรียกแต่ละช่วงลายเรียงลําดับตั้งแต่ตีนซิ่นขึ้นไปถึงเอว ดังนี้ &#13;
-เชิง ประกอบด้วย &#13;
 (1) พวันตีน ได้แก่ริมล่างสุดของผืนผ้าซิ่น ลายเชิงเดินเป็นลายสนฉัตร แต่ปัจจุบันเพื่อ ความอ่อนช้อย งดงามได้มีการเพิ่มลายดอกหรือลวดลายแทรกในหัวเชิง &#13;
(2) คอที่ 1 คือส่วนที่ถัดจากพวันตีน ลายคอส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ และจะมีคัน ปิดส่วนล่าง-บนของคอ อาจเป็นลายเล็กๆที่เป็นเส้นตรง หรือลายโค้งหยัก เพื่อให้เกิดการผสมผสาน กับลายท้อง ทําให้เกิดความกลมกลืนระหว่างลาย &#13;
(3) ดอกท้อง (เชิงกลาง) คือส่วนที่ถัดจากคอที่ 1 ใส่ไว้เพื่อเล่นลวดลายของเชิงผ้าให้มี ความโดดเด่น โดยจะเป็นลายยกดอกพิกุล ในผ้ายกเชิงทึบลวดลายของเชิงกลางส่วนมากจะเป็น ลายเดียวกันกับลายตัวซิ่น แต่อาจทําให้โดดเด่นโดยการใช้ดิ้น&#13;
(4) คอที่ 2 คือส่วนที่ถัดจากดอกท้อง จะใช้ลายเดียวกันกับคอที่ 1 &#13;
(5) พวันเล็ก คือส่วนที่อยู่ถัดจากคอที่ 2 บางครั้งเรียกงูลอย เพราะลวดลายมีลักษณะโค้ง หยักไปมาคล้ายงู ใส่ไว้เพื่อแยกส่วนเชิงกับตัวซิ่น และช่วยให้ลายเชิงกับลายตัวซิ่นไม่กระด้าง มีความกลมกลืนกัน ตัวซิ่ น เป็นส่วนที่มีความกว้างมากที่สุด อยู่ถัดจากพวันเล็กจนถึงเอว ในผ้าซิ่นยกเชิง &#13;
(6) ตัวซิ่นจะเป็นสีพื้นโดยการใช้ด้วยพุ่งสีเดียวกันตลอดทั้งผืน หรือหากต้องการสีสลับก็ใช้เส้นยืนใน การสลับสีให้สวยงาม ส่วนในผ้าซิ่นยกเชิงทึบ ตัวซิ่นจะเป็นลายยกดอกพิกุลเต็มตัวซิ่น และส่วนมาก จะเป็นลายเดียวกับลายท้อง (สำนักส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="311">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="23" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="130">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/5789eab8cc28fee6305973aa171526a6.JPG</src>
        <authentication>048521b6bd010c79a308a55e3ec8a176</authentication>
      </file>
      <file fileId="131">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/5026dee3b8db8a2afd0bf7927a32ade2.JPG</src>
        <authentication>bbb794394cd45da84de7b62bf8cd96b2</authentication>
      </file>
      <file fileId="132">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/7773f3186c1d803ad99955a02b3801af.JPG</src>
        <authentication>a74cc37ca13b75f5a04c55cb8f4f205a</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="71">
                <text>ผ้ายกดอกลายข้าวหลามตัด&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="312">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกดอกลายข้าวหลามตัด&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="313">
                <text>ไม่ระบุ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="314">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="315">
                <text>-ไม่ระบุ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="316">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่งเพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำให้ลวดลายให้เกิดขึ้น หรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกขึ้นกี่ การร้อยด้ายเข้าฟืม การเก็บตะกอทำเส้นด้าย และการเก็บตะกอทำลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความคุ้นเคยกับลายที่ทอ (คณะศึกษาศาสตร์ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="317">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” ที่มีลักษณะเป็นผ้าริ้วลายขวาง ต่อตีด้วยผ้าสีแดงหรือดำและต่อหัวด้วยผ้าสีขาว สีแดง หรือดำ หรืออาจจะเป็นผ้าสีเดียวก็ได้ โดยการเย็บเข้าด้วยกัน เรียกซิ่นชนิดนี้ว่า “ซิ่นต๋า” หรือ “ซิ่นต่อตีนเอว”</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="318">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="319">
                <text>ผ้าฝ้าย</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="320">
                <text>กว้าง 30 นิ้ว ยาว 35 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="321">
                <text>1)ลายหลัก : ลายข้าวหลามตัด&#13;
2) ลายประกอบ : ไม่ระบุ&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : &#13;
-ลายเก่าแก่&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) :&#13;
-ลายข้าวหลามตัด เป็นลายเรขาคณิต&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น) &#13;
- ตีนซิ่น (เชิงซิ่น) ปรากฎลายข้าวหลามตัด&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : &#13;
-ไม่ระบุชัดเจน &#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="322">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="323">
                <text>1)พ.ศ. : ไม่ระบุ&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : ไม่ระบุ&#13;
3) อายุของผ้า : ไม่ระบุ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="324">
                <text>-ผ้ายกดอก, ผ้ายกดอกลายข้าวหลามตัด&#13;
-ผ้าทอ, ผ้าถุง, ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
- ลายข้าวหลามตัด&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="325">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-การยก การทอด้วยเทคนิค “การยก” คือการยกลวดลายด้วยตะกอ เรียกว่า “ผ้ายก” &#13;
-การทอยกดอก หมายถึงการยกเส้นยืนเพื่อที่ สอดเส้นพุ่งเพื่อทําให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ ายยกและผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ ายหรือ ไหมสีอื่น เพื่อทําให้ลวดลายที่เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่ การ คัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การสืบหูก การร้อยด้ายฟืม การเก็บตะกรอทําเส้นด้าย การเก็บ ตะกรอทําลวดลาย จากนั้นจึงทําขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชํานาญและความคุ้นเคยกับ ลายที่ทอ การทอผ้ายกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหม ยกดอกลําพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่วไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) สีของผ้า : สีน้ำตาล สีเหลืองทอง&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น แก่นขนุน หัวหรือเหง้าขมิ้นชัน เปลือกกระหูด ต้นคราม ลูกมะเกลือ ดอกคำฝอย รากยอป่า มูลครั่ง เป็นต้น&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้ายกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- ส่วนประกอบของซิ่นจะมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวซิ่น และเชิง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือการถักทอส่วนประกอบของผืนผ้ามีความละเอียดอ่อน รอยต่อของช่วงลายแต่ละลายจะมีลายคอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ทําให้ช่วงลายแต่ละช่วงมี ความกลมกลืนกัน และมีชื่อเรียกแต่ละช่วงลายเรียงลําดับตั้งแต่ตีนซิ่นขึ้นไปถึงเอว ดังนี้ &#13;
-เชิง ประกอบด้วย &#13;
 (1) พวันตีน ได้แก่ริมล่างสุดของผืนผ้าซิ่น ลายเชิงเดินเป็นลายสนฉัตร แต่ปัจจุบันเพื่อ ความอ่อนช้อย งดงามได้มีการเพิ่มลายดอกหรือลวดลายแทรกในหัวเชิง &#13;
(2) คอที่ 1 คือส่วนที่ถัดจากพวันตีน ลายคอส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ และจะมีคัน ปิดส่วนล่าง-บนของคอ อาจเป็นลายเล็กๆที่เป็นเส้นตรง หรือลายโค้งหยัก เพื่อให้เกิดการผสมผสาน กับลายท้อง ทําให้เกิดความกลมกลืนระหว่างลาย &#13;
(3) ดอกท้อง (เชิงกลาง) คือส่วนที่ถัดจากคอที่ 1 ใส่ไว้เพื่อเล่นลวดลายของเชิงผ้าให้มี ความโดดเด่น โดยจะเป็นลายยกดอกพิกุล ในผ้ายกเชิงทึบลวดลายของเชิงกลางส่วนมากจะเป็น ลายเดียวกันกับลายตัวซิ่น แต่อาจทําให้โดดเด่นโดยการใช้ดิ้น&#13;
(4) คอที่ 2 คือส่วนที่ถัดจากดอกท้อง จะใช้ลายเดียวกันกับคอที่ 1 &#13;
(5) พวันเล็ก คือส่วนที่อยู่ถัดจากคอที่ 2 บางครั้งเรียกงูลอย เพราะลวดลายมีลักษณะโค้ง หยักไปมาคล้ายงู ใส่ไว้เพื่อแยกส่วนเชิงกับตัวซิ่น และช่วยให้ลายเชิงกับลายตัวซิ่นไม่กระด้าง มีความกลมกลืนกัน ตัวซิ่ น เป็นส่วนที่มีความกว้างมากที่สุด อยู่ถัดจากพวันเล็กจนถึงเอว ในผ้าซิ่นยกเชิง &#13;
(6) ตัวซิ่นจะเป็นสีพื้นโดยการใช้ด้วยพุ่งสีเดียวกันตลอดทั้งผืน หรือหากต้องการสีสลับก็ใช้เส้นยืนใน การสลับสีให้สวยงาม ส่วนในผ้าซิ่นยกเชิงทึบ ตัวซิ่นจะเป็นลายยกดอกพิกุลเต็มตัวซิ่น และส่วนมาก จะเป็นลายเดียวกับลายท้อง (สำนักส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="326">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="22" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="133">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/c035db520a1bcc8d8490b3e51536cd18.JPG</src>
        <authentication>fdd521c728994b7c930c40d7211e6d68</authentication>
      </file>
      <file fileId="134">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/91bf1c399aebc277611e594af1b2ab64.JPG</src>
        <authentication>323536c9962c527ee2da1f7d74dfbf5c</authentication>
      </file>
      <file fileId="135">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/370fe2feaeff937def5f2293416afba9.JPG</src>
        <authentication>47f0aaef2b6f9517d0edce33ed447ed7</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="70">
                <text>ผ้าซิ่นลายสองแลว&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="327">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2)ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4)ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้าซิ่นลายสองแลว&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="328">
                <text>แม่คำเอื้อย สิทธิชัย</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="329">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยอง&#13;
1)เรื่องราวการทอผ้าของชาวไทยอง : การทอผ้าของชาวลำพูนเชื้อสายยอง จากอดีตมีปรากฎในงานจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัย ที่วัดสะปุ๋งน้อย จังหวัดลำพูน วาดขึ้นเมื่องปีพ.ศ. 2557- ปัจจุบัน</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="330">
                <text>พ.ศ. 2473</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="331">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า&#13;
- การแต่งกายของชาวยอง หรือไทยอง สวมใส่ผ้าซิ่น เสื้อปั๊ด (เสื่อมีสาบเฉียงผูกเอว แขนยาวหรือแขนกระบอก) ผ้าสไบ ผ้าโพกศรีษะ บ้างสวมหมวก บ้างนุ่งผ้าขาวม้าคาดเอว&#13;
-ผ้าซิ่นของชาวไทยองเป็นผ้าซิ่นแบบไทลื้อที่เรียกว่า “ซิ่นตาลื้อ” เป็นซิ่นสองตะเข็บ มีโครงสร้างเป็นริ้วขวางลำตัวไม่สม่ำเสมอแต่เป็นแบบแผน มีซิ่นที่เป็นผ้าฝ้ายใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวัน ส่วนในโอกาสพิเศษจะสวมซิ่นที่ทอจากไหมต่อตีซิ่นด้วยผ้าแพรจีนสีเขียว&#13;
-ผ้าซิ่นอีกชนิดหนึ่งคือ “ซิ่นโยน” คือซิ่นไหมทอเป็นริ้วขวางลำตัวอย่างสม่ำเสมอกันแบบผ้าซิ่นของไทยวน หรือไทโยนก แสดงถึงอิทธิพลของไทยวนที่มีต่อการแต่งกายของคนไทยอง (โครงการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ม.ป.ป.)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="332">
                <text>-ชาวไทยองอพยพเข้ามาอยู่ในล้านนามากกว่า 200 ปี มีการผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยวนจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ยังคงอัตลักษณ์ของตนไว้อยู่ คือ ภาษาพูด และที่สำคัญคือ ทักษะการทอผ้า แต่เดิมสตรีชาวไทยองยังทอผ้าไว้ใช้เองอยู่ เช่น ผ้าหลบ ผ้าห่ม และตุงไว้ถวายวัด แต่ไม่ได้ทอตกแต่งลวดลายมากเหมือนชาวยองที่เมืองยองในสหภาพพม่า (โครงการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ม.ป.ป.)</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="333">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="334">
                <text>ผ้าไหม</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="335">
                <text>กว้าง 32 นิ้ว ยาว 43 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="336">
                <text>1)ลายหลัก : ลายสองแลว&#13;
2) ลายประกอบ : -&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : เป็นผ้านุ่งที่ใช้นุ่งคู่กับเสื้อปั๊ด&#13;
4) ประเภทลายผ้า : &#13;
-ลายเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพันธุ์พฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) : &#13;
-ลายสองแลวเป็นลักษณะการทอผ้าซิ่นแบบ “ซิ่นโยน” คือซิ่นไหมทอเป็นริ้วขวางลำตัวอย่างสม่ำเสมอกันแบบผ้าซิ่นของไทยวน หรือไทโยนก แสดงถึงอิทธิพลของไทยวนที่มีต่อการแต่งกายของคนไทยอง (โครงการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ม.ป.ป.)&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น) &#13;
-ตัวซิ่น ปรากฎลายสองแลว ทำด้วยผ้าไหม&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="337">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : ไม่ระบุ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="338">
                <text>1)พ.ศ. : พ.ศ. 2473&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : ไม่ปรากฎ&#13;
3) อายุของผ้า : 90 ปี&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="339">
                <text>-ผ้าซิ่นลายสองแลว, ลายสองแลว&#13;
-ผ้าทอ, ผ้าถุง, ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
-ไทยอง, ชาวยอง, คนยอง&#13;
-ไทโยนก, ไทยวน, ไทลื้อ&#13;
-ซิ่นตาโยน, ซิ่นตาลื้อ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="340">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-สตรีชาวยอง มีการทอผ้าฝ้ายด้วยมือ และมีการออกแบบลวดลายเป็นลายพื้นฐานเพื่อใช้กันเองในครัวเรือน &#13;
-ส่วนในคุ้มเจ้าจะมีการทอผ้าไหมแต่ก็เป็นลวดลายพื้นฐาน (ทักษิณา พิพิธกุล, 2559)&#13;
2) สีของผ้า : สีดำ สีเขียว&#13;
3) วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- โครงสร้างของผืนผ้าประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ (1) ส่วนเอว หรือหัวซิ่น ส่วนหัวซิ่นส่วนมากจะมี 2 ช่วง คือสีแดงและสีขาว (2) ส่วนกลาง หรือตัวซิ่น ซึ่งเรียกว่า “ซิ่นกลาง” นั้นจะเป็นลายขวางสลับสี ช่วงลายขวางจะมีขนาดเท่ากันโดยตลอด ลักษณะของซิ่นลายขวางนี้ เรียกชื่อตามลักษณะลวดลายว่า “ซิ่นตา” หรือ “ซิ่นก่าน” หมายถึงลักษณะลายริ้วเป็นตาๆ สลับสีคั่นกันมีทั้งเป็นผ้าฝ้ายและผ้าไหม เย็บตะเข็บเดียว ลวดลายขวางจึงเกิดจากเส้นยืนในลายขวางนั้น บางผืนนิยมใช้ด้าย 2 สีปั่นเข้าด้วยกันเป็นเส้นยืนคั่น (แบบที่เรียกว่า “ปั่นไก” หรือ “ปั่นหางกระรอก” ทำให้เกิดลายริ้วสลับสีงดงาม และ(3) ส่วนตีนซิ่น (ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล และแพทรีเซีย แน่นหนา, 2534)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="341">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ </text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="20" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="138">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/63b2297883cf105d3143c8eb0277a1d0.JPG</src>
        <authentication>c7b7f93ee0107e0214e44e9446d3d2ba</authentication>
      </file>
      <file fileId="139">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/73da883f35562e1de9e6128a9956805c.JPG</src>
        <authentication>39330d22fdd8ec22947d3af7a6f32bcb</authentication>
      </file>
      <file fileId="140">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/40a8a438e5b8b8a6297d47712cc2eb28.JPG</src>
        <authentication>fc8feae191fc746f83df8fec418578f5</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="68">
                <text>ผ้ายกลายราชวัติ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="357">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกลายราชวัติ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="358">
                <text>ไม่ระบุ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="359">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="360">
                <text>ไม่ระบุ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="361">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - ผ้าลายราชวัติ มีการทอมาแต่โบราณ ปัจจุบันมีการทอลายราชวัติแปลงเป็นลายดอกพริก สามารถพบได้ที่ ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน (สำนักพิพิธภัณฑสถาน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2550)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="362">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” </text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="363">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="364">
                <text>ผ้าฝ้าย</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="365">
                <text>กว้าง 32 นิ้ว ยาว 37 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="366">
                <text>1)ลายหลัก : ลายราชวัติ&#13;
2) ลายประกอบ : ไม่มี&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งใช้ในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : ผ้าลายโบราณ&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) : ไม่ระบุแน่ชัด&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น)  &#13;
-ทอลายราชวัติเต็มผืนผ้า&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : &#13;
- ไม่ระบุแน่ชัด&#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="367">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="368">
                <text>1)พ.ศ. : ไม่ระบุ&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : ไม่ระบุ&#13;
3) อายุของผ้า : ไม่ระบุ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="369">
                <text>-ผ้ายกลายราชวัติ, ผ้ายก&#13;
-ผ้าทอ, ผ้านุ่ง, ผ้าถุง, ผ้าซิ่น&#13;
-ลายราชวัติ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="370">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-ใช้วิธีการทอแบบการยก&#13;
2) สีของผ้า : สีเขียวขี้มา สีขาว&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น ขมิ้น ให้สีเหลือง มะเกลือหมักโคลนให้สีดำ เปลือกสีเสียดให้สีแดงอิฐ ครั่งให้สีแดงอมม่วง เป็นต้น (สำนักพิพิธภัณฑสถาน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2550)&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้าฝ้ายยกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
-เป็นผ้าทอยกดอกลายราชวัติทั้งผืน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="371">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="18" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="144">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/89ca4bcf756ae756ed36aeec5fac7a27.JPG</src>
        <authentication>5555b28dd069c30a5d0a823bd1340edd</authentication>
      </file>
      <file fileId="145">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/c3805239743ca8d889ad4b6dd63fff1d.JPG</src>
        <authentication>df74d8be249065f7bff678ca53997f10</authentication>
      </file>
      <file fileId="146">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/75bfb0c093a0d5ee738d6a47d97527c7.JPG</src>
        <authentication>043bcb83303c85e76499d03b48e3cdd0</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="66">
                <text>ผ้ายกเชิงดอกลอยลายพิกุลมีเกสร&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="387">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกเชิงดอกลอยลายพิกุลมีเกสร&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="388">
                <text>ไม่ระบุ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="389">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="390">
                <text>ไม่ระบุ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="391">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่งเพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำให้ลวดลายให้เกิดขึ้น หรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกขึ้นกี่ การร้อยด้ายเข้าฟืม การเก็บตะกอทำเส้นด้าย และการเก็บตะกอทำลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความคุ้นเคยกับลายที่ทอ (คณะศึกษาศาสตร์ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="392">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” ที่มีลักษณะเป็นผ้าริ้วลายขวาง ต่อตีด้วยผ้าสีแดงหรือดำและต่อหัวด้วยผ้าสีขาว สีแดง หรือดำ หรืออาจจะเป็นผ้าสีเดียวก็ได้ โดยการเย็บเข้าด้วยกัน เรียกซิ่นชนิดนี้ว่า “ซิ่นต๋า” หรือ “ซิ่นต่อตีนเอว”</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="393">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="394">
                <text>ผ้าฝ้ายผสมไหม</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="395">
                <text>กว้าง 41 นิ้ว ยาว 72 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="396">
                <text>1)ลายหลัก : ลายพิกุลมีเกสร &#13;
(ลายพิกุลประยุกต์)&#13;
-การเปลี่ยนแปลงลวดลายของผ้ายก  ดอกลำพูน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ&#13;
(1) ระยะแยก ลายดอกพิกุลในระยะนี้เรียกว่า “ลายแบบดั้งเดิม” เป็นลายที่ทอกันอยู่ก่อนแล้ว ลายดอกพิกุลแบบดั้งเดิมจะมี 5-6 เขา (ไม้) เท่านั้น&#13;
(2) ระยะที่ 2 หลังพ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าหญิงส่วนบุญได้นำความรู้ในการทอผ้ายกดอกที่ได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมาประยุกต์งานหัตถศิลป์พื้นบ้านด้านลวดลายของลายดอกพิกุล โดยเพิ่มเขาให้มีจำนวนไม้มากขึ้น ตั้งแต่ 7 ไม้ขึ้นไป ลวดลายเป็นลายเฉพาะของดอกพิกุล ที่มีความงดงามยิ่งขึ้น เรียกโดยรวมว่า “ลายพิกุลธรรมดา” ประกอบด้วย ลายดอกพิกุลกลม ลายดอกพิกุลเหลี่ยม ลายดอกพิกุลมีขอบ ลายดอกพิกุลเล็ก พิกุลจันทร์แปดกลีบ เป็นต้น ซึ่งการเรียกชื่อลายนี้ช่างทอผ้าแต่ละคนจะเรียกตามลักษณะของลายที่ทอออกมาไม่มีชื่อเรียกมาตรฐานที่ตายตัว&#13;
(3) ระยะที่ 3 หลังพ.ศ. 2475 เป็นช่วงที่เรียกว่าได้ว่าเป็นยุคทองของผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูน ผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูนเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก กอปรกับการคมนาคมสะดวกขึ้น และมีโรงงานทอผ้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเขตตัวเมืองลำพูน มีการแข่งขันกันสูง จึงเกิดการประยุกต์ลวดลายของดอกพิกุล โดยคงลายดอกพิกุลอยู่ แล้วเพิ่มลายใหม่เข้าไปผสมผสานให้เกิดความงดงามและความหลากหลายในลวดลาย หรือเพิ่มเกสรของลายดอกโดยใช้ดื้นเรียกลวดลายโดยรวมว่า “ลายพิกุลประยุกต์” ประกอบด้วย ลายพิกุลโยง ลายพิกุลโยงมีเกสร ลายพิกุลมีเกสร ลายแก้วชิงดวง ลายพิกุลล้อมดอกบัว ลายพิกุลล้อมลายไทย เป็นต้น&#13;
(4) ระยะที่ 4 ตั้งแต่พุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆขึ้นมากมารย ซึ่งลวดลายเหล่านั้นอาจเกิดจากการติดต่อแลกเปลี่ยน เช่น ลายเงี้ยว หรืออาจจะใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่พบเห็นแล้วนำมาประยุกต์เป็นลวดลายลงในผืนผ้า เช่น ลายกุหลาบพันปี ลายคุณนายตื่นสาย ลายนกยูง เป็นต้น และอาจเป็นลวดลายใหม่ที่คิดขึ้นเองผสานกับลายไทยที่ตีพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับผ้าพื้นเมืองทั่วไป เช่น ลายนพรัตน์ ลายเกลียวมัลลิกา เป็นต้น และมีมากมายหลายลายที่ยังไม่มีการตั้งชื่อ เรียกโดยรวมว่า “ลายประยุกต์ใหม่” (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) ลายประกอบ : &#13;
-ลายนกคุ้ม ลักษณะเป็นรูปนกตัวเล็กๆ สองตัวยืนเข้าหากันในกรอบเป็นคู่ๆ แม่ลายขนาดเล็กนี้มักจะเป็นแม่ลายที่นำไปประกอบกับลายหลักอื่นๆ เกือบทุกลาย ซึ่งอาจจะสอดแทรกไว้ตรงที่ใดก็ได้ เนื่องจากความหมายอันเป็นมงคล (สาธร พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ, 2552)&#13;
-ลายสี่ขอ เป็นลายหลักที่คล้ายลายสิบสองหน่วยตัด แต่มีขนาดเล็กกว่า คือมี 4 ขอ ส่วนใหญ่เป็นผ้าซิ่นสำหรับเด็กผู้หญิงใส่ (สาธร พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ, 2552)&#13;
-ลายหางสะเปา หรือลายสะเภา ส่วนปลายสุดของผ้าซิ่นตีนจกไทยวนทั้งแบบแม่แจ่มหรืออำเภอลองจะจบด้วยลายสะเภา หรือหางสะเปา (พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2545)&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งใช้ในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : ลายพิกุลประยุกต์&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) :&#13;
 - ลายดอกพิกุลมีเกสร เป็นลายพรรณพฤกษา ซึ่งเป็นลวดลายที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์ต่างๆ ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงคือ “ลายดอกพิกุล” ซึ่งเป็นลวดลายโบราณซึ่งผู้ออกแบบลายผ้านิยมนำมาประยุกต์กับลวดลายอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบรูปแบบลวดลายดอกพิกุลที่หลากหลายขึ้น เช่น พิกุลเครือ พิกุลมีขอบ พิกุลก้านแย่ง พิกุลเชิงใหญ่ พิกุลถมเกสร พิกุลเล็ก พิกุลใหญ่ พิกุลสมเด็จ และพิกุลกลม เป็นต้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554)&#13;
-ลายดอกพิกุล เป็นผ้ายกดอกลายดั้งเดิมของลําพูน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ ลําพูน ประวัติการทอผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ในระยะเริ่มต้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่จาก คําบอกเล่าของสมาชิกกลุ่มทอผ้าและผู้สูงอายุในตําบลเวียงยองว่า มีวัดวัดหนึ่งมีชื่อว่า วัดต้นแก้ว ทางภาคเหนือเรียกต้นพิกุลว่าต้นแก้ว ในสมัยก่อนคงมีต้นดอกแก้วขึ้นในบริเวณนั้นมาก จึงตั้งชื่อวัด ตามต้นไม้ ไม้พิกุลเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตร เป็นพุ่มทรงกลมออก ใบเรียงสลับกัน ใบมนรูปไข่ปลายแหลม ลักษณะโคนใบมนสวย ขอบใบโค้งเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบเป็นมันสีเขียว ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกดอกเป็นกระจุก ตามง่ามใบหรือยอด มีกลีบดอกประมาณ 8 กลีบ เรียงช้อนกัน กลีบดอกเป็นจักรเล็กน้อย สีขาวนวล มีกลิ่นหอมมาก ผลรูปไข่หรือกลมรีผลแก่ มีสีแสด เนื้อในเหลืองรสหวาน ภายในมีเมล็ดเดียว ช่างที่ออกแบบลวดลายผ้าทอ อาจเห็นดอกพิกุล แล้วนํามาออกแบบลวดลายผ้าทอ หรือ ออกแบบลวดลายผ้าแล้วมีลายเหมือนกับดอกไม้พิกุล จึงเรียกว่าลายนั้นว่า ลายดอกพิกุล ซึ่งการ ทอผ้าระยะแรกจะเป็นผ้าฝ้ายที่ลวดลายจะเป็นลายธรรมดา ไม่วิจิตร งดงามมากนัก จนกระทั่งราว พ.ศ. 2457 เจ้าหญิงส่วนบุญได้ฝึกหัดชาวบ้านให้มีความรู้เรื่องการทอผ้า ยกดอกเป็นอย่างดี จึงมีการพัฒนาลวดลายของผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลให้วิจิตรงดงามยิ่งขึ้น จนทําให้จังหวัดลําพูน กลายเป็นศูนย์กลางการทอผ้ายกดอกแหล่งสําคัญของประเทศไทย (สำนักวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
-ลายนกคุ้ม เป็นลายสัตว์&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น)  &#13;
-ตัวซิ่น ปรากฎลายดอกพิกุลมีเกสร&#13;
-ตีนซิ่น (เชิงซิ่น) ส่วนท้องลาย ปรากฎลายสี่ขอ ส่วนคอ 1 และคอ 2 ปรากฎลายนกคุ้ม และส่วนพวัน ปรากฎลายหางสะเปา&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : &#13;
-ดอกพิกุลถ้าเป็นตามความเชื่อ การสนทนากันในวัดส่วนใหญ่จะนั่งใต้ต้นดอกพิกุล เพราะต้นพิกุลจะให้ร่มเงา เวลาดอกพิกุลออกดอกจะออกเยอะมากและมีกลิ่นหอมมาก คำว่า คุยกันจนดอกพิกุลร่วงแปลว่าบทสนทนานั้นนานมากเพราะกว่าดอกพิกุลจะร่วงหมดต้นจะต้องใช้เวลานาน เวลาออกดอกจะออกทั้งต้น ซึ่งดอกพิกุลจะปลูกกันตามวัด ตามโรงเรียน (สุรเชษฐ์ แผ้วปัญญา, 2558)&#13;
-ลายนกคุ้ม เป็นลายที่มีความหมายการอยู่คุ้มเหย้าคุ้มเรือน คุ้มผัวคุ้มเมีย บังเกิดความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตคู่ การครองรักการครองเรือน แม่ลายขนาดเล็กนี้มักจะเป็นแม่ลายที่นำไปประกอบกับลายหลักอื่นๆ เกือบทุกลาย ซึ่งอาจจะสอดแทรกไว้ตรงที่ใดก็ได้ เนื่องจากความหมายอันเป็นมงคล (สาธร พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ, 2552)&#13;
-ลายหางสะเปา หรือลายสะเภา ซึ่งจินตนาการจากสำเภาทองซึ่งเป็นพาหนะของพระโพธิสัตว์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรู้ และความรุ่งเรืองในดินแดนล้านนา เรือสำเภาทองหรือสะเปาคำ จะปรากฎในพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งมักจะมีการจำลองสะเปาคำเป็นส่วนประกอบของพิธีเสมอ (พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2545)&#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="397">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="398">
                <text>1)พ.ศ. : ไม่ระบุ&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : หลังพ.ศ. 2475&#13;
3) อายุของผ้า : ไม่ระบุ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="399">
                <text>-ผ้ายกเชิงดอกลอยลายพิกุลมีเกสร&#13;
-ผ้าทอ, ผ้านุ่ง, ผ้าถุง, ผ้าซิ่น&#13;
-ผ้ายกเชิงดอกลอย, ผ้ายกเชิง&#13;
-ลายพิกุลมีเกสร&#13;
-ลายพิกุลประยุกต์&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="400">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-การยก การทอด้วยเทคนิค “การยก” คือการยกลวดลายด้วยตะกอ เรียกว่า “ผ้ายก” &#13;
-การทอยกดอก หมายถึงการยกเส้นยืนเพื่อที่ สอดเส้นพุ่งเพื่อทําให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ ายยกและผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ ายหรือ ไหมสีอื่น เพื่อทําให้ลวดลายที่เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่ การ คัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การสืบหูก การร้อยด้ายฟืม การเก็บตะกรอทําเส้นด้าย การเก็บ ตะกรอทําลวดลาย จากนั้นจึงทําขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชํานาญและความคุ้นเคยกับ ลายที่ทอ การทอผ้ายกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหม ยกดอกลําพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่วไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) สีของผ้า : สีดำ สีเขียวอ่อน สีชมพู สีขาว ปักดิ้นเงินดิ้นทอง&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น แก่นขนุน หัวหรือเหง้าขมิ้นชัน เปลือกกระหูด ต้นคราม ลูกมะเกลือ ดอกคำฝอย รากยอป่า มูลครั่ง เป็นต้น&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้ายกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- ผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลที่มีความนิยมมากที่สุดคือผ้าซิ่น ผ้าซิ่นรุ่นเก่าจะเป็นผ้าซิ่น ยกเชิง ต่อมามีการเพิ่มลายทั้งผืนเป็นผ้าซิ่นยกเชิงยกทึบ ส่วนประกอบของซิ่นจะมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวซิ่น และเชิง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือการถักทอส่วนประกอบของผืนผ้ามีความละเอียดอ่อน รอยต่อของช่วงลายแต่ละลายจะมีลายคอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ทําให้ช่วงลายแต่ละช่วงมี ความกลมกลืนกัน และมีชื่อเรียกแต่ละช่วงลายเรียงลําดับตั้งแต่ตีนซิ่นขึ้นไปถึงเอว ดังนี้ &#13;
-เชิง ประกอบด้วย &#13;
 (1) พวันตีน ได้แก่ริมล่างสุดของผืนผ้าซิ่น ลายเชิงเดินเป็นลายสนฉัตร แต่ปัจจุบันเพื่อ ความอ่อนช้อย งดงามได้มีการเพิ่มลายดอกหรือลวดลายแทรกในหัวเชิง &#13;
(2) คอที่ 1 คือส่วนที่ถัดจากพวันตีน ลายคอส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ และจะมีคัน ปิดส่วนล่าง-บนของคอ อาจเป็นลายเล็กๆที่เป็นเส้นตรง หรือลายโค้งหยัก เพื่อให้เกิดการผสมผสาน กับลายท้อง ทําให้เกิดความกลมกลืนระหว่างลาย &#13;
(3) ดอกท้อง (เชิงกลาง) คือส่วนที่ถัดจากคอที่ 1 ใส่ไว้เพื่อเล่นลวดลายของเชิงผ้าให้มี ความโดดเด่น โดยจะเป็นลายยกดอกพิกุล ในผ้ายกเชิงทึบลวดลายของเชิงกลางส่วนมากจะเป็น ลายเดียวกันกับลายตัวซิ่น แต่อาจทําให้โดดเด่นโดยการใช้ดิ้น&#13;
(4) คอที่ 2 คือส่วนที่ถัดจากดอกท้อง จะใช้ลายเดียวกันกับคอที่ 1 &#13;
(5) พวันเล็ก คือส่วนที่อยู่ถัดจากคอที่ 2 บางครั้งเรียกงูลอย เพราะลวดลายมีลักษณะโค้ง หยักไปมาคล้ายงู ใส่ไว้เพื่อแยกส่วนเชิงกับตัวซิ่น และช่วยให้ลายเชิงกับลายตัวซิ่นไม่กระด้าง มีความกลมกลืนกัน ตัวซิ่ น เป็นส่วนที่มีความกว้างมากที่สุด อยู่ถัดจากพวันเล็กจนถึงเอว ในผ้าซิ่นยกเชิง &#13;
(6) ตัวซิ่นจะเป็นสีพื้นโดยการใช้ด้วยพุ่งสีเดียวกันตลอดทั้งผืน หรือหากต้องการสีสลับก็ใช้เส้นยืนใน การสลับสีให้สวยงาม ส่วนในผ้าซิ่นยกเชิงทึบ ตัวซิ่นจะเป็นลายยกดอกพิกุลเต็มตัวซิ่น และส่วนมาก จะเป็นลายเดียวกับลายท้อง (สำนักส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="401">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="17" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="147">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/4e267b27e7209dbc5912f2450aea723b.JPG</src>
        <authentication>2e7709118a11d5c321ebd80f2cef1647</authentication>
      </file>
      <file fileId="148">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/d97e1864ac49319307e41a18ef8611b3.JPG</src>
        <authentication>316b31d75f4622f66f5c9635c8601957</authentication>
      </file>
      <file fileId="149">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/62a00756f47acbfeb4395141d07abd6b.JPG</src>
        <authentication>4f304923e6d5292d446f05582d5481f2</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="65">
                <text>ผ้ายกเชิงดอกลอยลายพิกุลเหลี่ยม&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="402">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกเชิงดอกลอยลายพิกุลเหลี่ยม&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="403">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="404">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="405">
                <text>ไม่ระบุ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="406">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่งเพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำให้ลวดลายให้เกิดขึ้น หรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกขึ้นกี่ การร้อยด้ายเข้าฟืม การเก็บตะกอทำเส้นด้าย และการเก็บตะกอทำลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความคุ้นเคยกับลายที่ทอ (คณะศึกษาศาสตร์ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="407">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” ที่มีลักษณะเป็นผ้าริ้วลายขวาง ต่อตีด้วยผ้าสีแดงหรือดำและต่อหัวด้วยผ้าสีขาว สีแดง หรือดำ หรืออาจจะเป็นผ้าสีเดียวก็ได้ โดยการเย็บเข้าด้วยกัน เรียกซิ่นชนิดนี้ว่า “ซิ่นต๋า” หรือ “ซิ่นต่อตีนเอว”</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="408">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="409">
                <text>ผ้าฝ้ายผสมไหม</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="410">
                <text>กว้าง 29 นิ้ว ยาว 43 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="411">
                <text>1)ลายหลัก : ลายพิกุลเหลี่ยม&#13;
(ลายพิกุลธรรมดา)&#13;
-การเปลี่ยนแปลงลวดลายของผ้ายกดอกลำพูน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ&#13;
(1) ระยะแยก ลายดอกพิกุลในระยะนี้เรียกว่า “ลายแบบดั้งเดิม” เป็นลายที่ทอกันอยู่ก่อนแล้ว ลายดอกพิกุลแบบดั้งเดิมจะมี 5-6 เขา (ไม้) เท่านั้น&#13;
(2) ระยะที่ 2 หลังพ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าหญิงส่วนบุญได้นำความรู้ในการทอผ้ายกดอกที่ได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมาประยุกต์งานหัตถศิลป์พื้นบ้านด้านลวดลายของลายดอกพิกุล โดยเพิ่มเขาให้มีจำนวนไม้มากขึ้น ตั้งแต่ 7 ไม้ขึ้นไป ลวดลายเป็นลายเฉพาะของดอกพิกุล ที่มีความงดงามยิ่งขึ้น เรียกโดยรวมว่า “ลายพิกุลธรรมดา” ประกอบด้วย ลายดอกพิกุลกลม ลายดอกพิกุลเหลี่ยม ลายดอกพิกุลมีขอบ ลายดอกพิกุลเล็ก พิกุลจันทร์แปดกลีบ เป็นต้น ซึ่งการเรียกชื่อลายนี้ช่างทอผ้าแต่ละคนจะเรียกตามลักษณะของลายที่ทอออกมาไม่มีชื่อเรียกมาตรฐานที่ตายตัว&#13;
(3) ระยะที่ 3 หลังพ.ศ. 2475 เป็นช่วงที่เรียกว่าได้ว่าเป็นยุคทองของผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูน ผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูนเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก กอปรกับการคมนาคมสะดวกขึ้น และมีโรงงานทอผ้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเขตตัวเมืองลำพูน มีการแข่งขันกันสูง จึงเกิดการประยุกต์ลวดลายของดอกพิกุล โดยคงลายดอกพิกุลอยู่ แล้วเพิ่มลายใหม่เข้าไปผสมผสานให้เกิดความงดงามและความหลากหลายในลวดลาย หรือเพิ่มเกสรของลายดอกโดยใช้ดื้นเรียกลวดลายโดยรวมว่า “ลายพิกุลประยุกต์” ประกอบด้วย ลายพิกุลโยง ลายพิกุลโยงมีเกสร ลายพิกุลมีเกสร ลายแก้วชิงดวง ลายพิกุลล้อมดอกบัว ลายพิกุลล้อมลายไทย เป็นต้น&#13;
(4) ระยะที่ 4 ตั้งแต่พุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆขึ้นมากมารย ซึ่งลวดลายเหล่านั้นอาจเกิดจากการติดต่อแลกเปลี่ยน เช่น ลายเงี้ยว หรืออาจจะใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่พบเห็นแล้วนำมาประยุกต์เป็นลวดลายลงในผืนผ้า เช่น ลายกุหลาบพันปี ลายคุณนายตื่นสาย ลายนกยูง เป็นต้น และอาจเป็นลวดลายใหม่ที่คิดขึ้นเองผสานกับลายไทยที่ตีพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับผ้าพื้นเมืองทั่วไป เช่น ลายนพรัตน์ ลายเกลียวมัลลิกา เป็นต้น และมีมากมายหลายลายที่ยังไม่มีการตั้งชื่อ เรียกโดยรวมว่า “ลายประยุกต์ใหม่” (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) ลายประกอบ : ไม่ระบุ&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งใช้ในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : &#13;
-ลายพิกุลธรรมดา&#13;
-ลายเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) :&#13;
 - ลายพิกุลเหลี่ยม เป็นลายพรรณพฤกษา ที่มีลวดลายที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ เป็นต้น ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงคือ “ลายดอกพิกุล” ซึ่งเป็นลวดลายโบราณซึ่งผู้ออกแบบลายผ้านิยมนำมาประยุกต์กับลวดลายอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบรูปแบบลวดลายดอกพิกุลที่หลากหลายขึ้น เช่น พิกุลเครือ พิกุลมีขอบ พิกุลก้านแย่ง พิกุลเชิงใหญ่ พิกุลถมเกสร พิกุลเล็ก พิกุลใหญ่ พิกุลสมเด็จ และพิกุลกลม เป็นต้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554)&#13;
-ลายดอกพิกุล เป็นผ้ายกดอกลายดั้งเดิมของลําพูน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ ลําพูน ประวัติการทอผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ในระยะเริ่มต้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่จาก คําบอกเล่าของสมาชิกกลุ่มทอผ้าและผู้สูงอายุในตําบลเวียงยองว่า มีวัดวัดหนึ่งมีชื่อว่า วัดต้นแก้ว ทางภาคเหนือเรียกต้นพิกุลว่าต้นแก้ว ในสมัยก่อนคงมีต้นดอกแก้วขึ้นในบริเวณนั้นมาก จึงตั้งชื่อวัด ตามต้นไม้ ไม้พิกุลเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตร เป็นพุ่มทรงกลมออก ใบเรียงสลับกัน ใบมนรูปไข่ปลายแหลม ลักษณะโคนใบมนสวย ขอบใบโค้งเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบเป็นมันสีเขียว ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกดอกเป็นกระจุก ตามง่ามใบหรือยอด มีกลีบดอกประมาณ 8 กลีบ เรียงช้อนกัน กลีบดอกเป็นจักรเล็กน้อย สีขาวนวล มีกลิ่นหอมมาก ผลรูปไข่หรือกลมรีผลแก่ มีสีแสด เนื้อในเหลืองรสหวาน ภายในมีเมล็ดเดียว ช่างที่ออกแบบลวดลายผ้าทอ อาจเห็นดอกพิกุล แล้วนํามาออกแบบลวดลายผ้าทอ หรือ ออกแบบลวดลายผ้าแล้วมีลายเหมือนกับดอกไม้พิกุล จึงเรียกว่าลายนั้นว่า ลายดอกพิกุล ซึ่งการ ทอผ้าระยะแรกจะเป็นผ้าฝ้ายที่ลวดลายจะเป็นลายธรรมดา ไม่วิจิตร งดงามมากนัก จนกระทั่งราว พ.ศ. 2457 เจ้าหญิงส่วนบุญได้ฝึกหัดชาวบ้านให้มีความรู้เรื่องการทอผ้า ยกดอกเป็นอย่างดี จึงมีการพัฒนาลวดลายของผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลให้วิจิตรงดงามยิ่งขึ้น จนทําให้จังหวัดลําพูน กลายเป็นศูนย์กลางการทอผ้ายกดอกแหล่งสําคัญของประเทศไทย (สำนักวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น)  &#13;
-ตัวซิ่น ปรากฎลายดอกพิกุลเหลี่ยม&#13;
-ตีนซิ่น (เชิงซิ่น) ปรากฎลายแต่ไม่สามารถระบุลายผ้าได้&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : &#13;
-ดอกพิกุลถ้าเป็นตามความเชื่อ การสนทนากันในวัดส่วนใหญ่จะนั่งใต้ต้นดอกพิกุล เพราะต้นพิกุลจะให้ร่มเงา เวลาดอกพิกุลออกดอกจะออกเยอะมากและมีกลิ่นหอมมาก คำว่า คุยกันจนดอกพิกุลร่วงแปลว่าบทสนทนานั้นนานมากเพราะกว่าดอกพิกุลจะร่วงหมดต้นจะต้องใช้เวลานาน เวลาออกดอกจะออกทั้งต้น ซึ่งดอกพิกุลจะปลูกกันตามวัด ตามโรงเรียน (สุรเชษฐ์ แผ้วปัญญา, 2558)&#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="412">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="413">
                <text>1)พ.ศ. : ไม่ระบุ&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : หลังพ.ศ. 2457&#13;
3) อายุของผ้า : ไม่ระบุ&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="414">
                <text>-ผ้ายกเชิงดอกลอยลายพิกุลเหลี่ยม&#13;
-ผ้าทอ, ผ้านุ่ง, ผ้าถุง, ผ้าซิ่น&#13;
-ผ้ายกเชิงดอกลอย, ผ้ายกเชิง&#13;
-ลายพิกุลเหลี่ยม&#13;
-ลายพิกุลธรรมดา&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="415">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-การยก การทอด้วยเทคนิค “การยก” คือการยกลวดลายด้วยตะกอ เรียกว่า “ผ้ายก” &#13;
-การทอยกดอก หมายถึงการยกเส้นยืนเพื่อที่ สอดเส้นพุ่งเพื่อทําให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ ายยกและผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ ายหรือ ไหมสีอื่น เพื่อทําให้ลวดลายที่เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่ การ คัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การสืบหูก การร้อยด้ายฟืม การเก็บตะกรอทําเส้นด้าย การเก็บ ตะกรอทําลวดลาย จากนั้นจึงทําขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชํานาญและความคุ้นเคยกับ ลายที่ทอ การทอผ้ายกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหม ยกดอกลําพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่วไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) สีของผ้า : สีม่วงอ่อน หัวซิ่นสีดำ สีขาว&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น แก่นขนุน หัวหรือเหง้าขมิ้นชัน เปลือกกระหูด ต้นคราม ลูกมะเกลือ ดอกคำฝอย รากยอป่า มูลครั่ง เป็นต้น&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้ายกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- ผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลที่มีความนิยมมากที่สุดคือผ้าซิ่น ผ้าซิ่นรุ่นเก่าจะเป็นผ้าซิ่น ยกเชิง ต่อมามีการเพิ่มลายทั้งผืนเป็นผ้าซิ่นยกเชิงยกทึบ ส่วนประกอบของซิ่นจะมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวซิ่น และเชิง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือการถักทอส่วนประกอบของผืนผ้ามีความละเอียดอ่อน รอยต่อของช่วงลายแต่ละลายจะมีลายคอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ทําให้ช่วงลายแต่ละช่วงมี ความกลมกลืนกัน และมีชื่อเรียกแต่ละช่วงลายเรียงลําดับตั้งแต่ตีนซิ่นขึ้นไปถึงเอว ดังนี้ &#13;
-เชิง ประกอบด้วย &#13;
 (1) พวันตีน ได้แก่ริมล่างสุดของผืนผ้าซิ่น ลายเชิงเดินเป็นลายสนฉัตร แต่ปัจจุบันเพื่อ ความอ่อนช้อย งดงามได้มีการเพิ่มลายดอกหรือลวดลายแทรกในหัวเชิง &#13;
(2) คอที่ 1 คือส่วนที่ถัดจากพวันตีน ลายคอส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ และจะมีคัน ปิดส่วนล่าง-บนของคอ อาจเป็นลายเล็กๆที่เป็นเส้นตรง หรือลายโค้งหยัก เพื่อให้เกิดการผสมผสาน กับลายท้อง ทําให้เกิดความกลมกลืนระหว่างลาย &#13;
(3) ดอกท้อง (เชิงกลาง) คือส่วนที่ถัดจากคอที่ 1 ใส่ไว้เพื่อเล่นลวดลายของเชิงผ้าให้มี ความโดดเด่น โดยจะเป็นลายยกดอกพิกุล ในผ้ายกเชิงทึบลวดลายของเชิงกลางส่วนมากจะเป็น ลายเดียวกันกับลายตัวซิ่น แต่อาจทําให้โดดเด่นโดยการใช้ดิ้น&#13;
(4) คอที่ 2 คือส่วนที่ถัดจากดอกท้อง จะใช้ลายเดียวกันกับคอที่ 1 &#13;
(5) พวันเล็ก คือส่วนที่อยู่ถัดจากคอที่ 2 บางครั้งเรียกงูลอย เพราะลวดลายมีลักษณะโค้ง หยักไปมาคล้ายงู ใส่ไว้เพื่อแยกส่วนเชิงกับตัวซิ่น และช่วยให้ลายเชิงกับลายตัวซิ่นไม่กระด้าง มีความกลมกลืนกัน ตัวซิ่ น เป็นส่วนที่มีความกว้างมากที่สุด อยู่ถัดจากพวันเล็กจนถึงเอว ในผ้าซิ่นยกเชิง &#13;
(6) ตัวซิ่นจะเป็นสีพื้นโดยการใช้ด้วยพุ่งสีเดียวกันตลอดทั้งผืน หรือหากต้องการสีสลับก็ใช้เส้นยืนใน การสลับสีให้สวยงาม ส่วนในผ้าซิ่นยกเชิงทึบ ตัวซิ่นจะเป็นลายยกดอกพิกุลเต็มตัวซิ่น และส่วนมาก จะเป็นลายเดียวกับลายท้อง (สำนักส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="416">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
  <item itemId="16" public="1" featured="1">
    <fileContainer>
      <file fileId="150">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/ccfdd0ceb4f53f1db2162fb7df52e6c5.JPG</src>
        <authentication>1984834085ee37d8eda1f88c5644ade1</authentication>
      </file>
      <file fileId="151">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/85c8aafe8e1a7dfc1d1bb53fcfa90417.JPG</src>
        <authentication>c964f13d61521e2dc8afe6a4e2e39201</authentication>
      </file>
      <file fileId="152">
        <src>https://angkaew.com/virtual_museum/omeka/files/original/8ca6653f5a68b49b39dadf6349bf32db.JPG</src>
        <authentication>95725d178e43b80f8942c4e3e64af3f1</authentication>
      </file>
    </fileContainer>
    <collection collectionId="3">
      <elementSetContainer>
        <elementSet elementSetId="1">
          <name>Dublin Core</name>
          <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
          <elementContainer>
            <element elementId="50">
              <name>Title</name>
              <description>A name given to the resource</description>
              <elementTextContainer>
                <elementText elementTextId="10">
                  <text>ผ้าโบราณ</text>
                </elementText>
              </elementTextContainer>
            </element>
          </elementContainer>
        </elementSet>
      </elementSetContainer>
    </collection>
    <elementSetContainer>
      <elementSet elementSetId="1">
        <name>Dublin Core</name>
        <description>The Dublin Core metadata element set is common to all Omeka records, including items, files, and collections. For more information see, http://dublincore.org/documents/dces/.</description>
        <elementContainer>
          <element elementId="50">
            <name>Title</name>
            <description>A name given to the resource</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="64">
                <text>ผ้ายกเชิงลาย</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
      <elementSet elementSetId="4">
        <name>VRA Core</name>
        <description>VRA Core standard for artistic pieces and cultural heritage artifacts.
                                The first input will be treated as a &lt;display&gt; element. More detailed
                                VRA Core metadata is available below that input.
                             </description>
        <elementContainer>
          <element elementId="53">
            <name>Title</name>
            <description>The title or identifying phrase given to a Work or an Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="417">
                <text>1) ชื่อทั่วไป : ผ้าถุง&#13;
2) ชื่อภาษาไทย : ผ้าถุง&#13;
3) ชื่อภาษาถิ่น : ผ้านุ่ง, ผ้าซิ่น&#13;
4) ชื่อเรียกเฉพาะ : ผ้ายกเชิงลายคุณนายตื่นสาย&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="54">
            <name>Agent</name>
            <description>The names, appellations, or other identifiers assigned to an individual, group, or corporate body that has contributed to the design, creation, production, manufacture, or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="418">
                <text>แม่อุ้ยสมบูรณ์ ชื่นชม</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="55">
            <name>Cultural Context</name>
            <description>The name of the culture, people (ethnonym), or adjectival form of a country name fromwhich a Work, Collection, or Image originates, or the cultural context with which the Work, Collection, or Image has been associated.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="419">
                <text>ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยวน&#13;
1) เรื่องราวการทอผ้าของชาวลำพูน : ผ้าทอของคนลำพูน เป็นการผสมผสานงานหัตถศิลป์เมืองเหนือเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งทอของภาคกลาง เกิดขึ้นจากเจ้าดารารัศมี พระธิดาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ลำดับที่ 7 กับพระเทวีแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสร ซึ่งได้ถวายตัวเข้าเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์เจ้าพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับตัวเจ้าดารารัศมีเข้ามาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช 2429 จนกระทั่งปลายรัชกาลราวพุทธศักราช 2451 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมีขึ้นเป็นพระราชชายา ตลอดระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงยึดมั่นรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบล้านนาอย่างเหนียวแน่น มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงมานุ่งห่มตามแบบแผนของราชสำนักสยาม ยามที่ต้องแต่งพระองค์เต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของราชสำนักสยามกำหนดให้เจ้านายฝ่ายในทรงพระภูษายกทอง ก็ทรงยักย้ายทรงพระภูษาซิ่นที่ทอขึ้นในรูปลักษณ์พิเศษ ผสมผสานลักษณะของผ้ายกในราชสำนักสยามเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกไหมคำตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา แนวพระดำริในการสรรค์สร้างผ้าซิ่นอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวได้รับการสืบสานอย่างจริงจังภายหลักจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช 2453 ต่อมาในพุทธศักราช 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จขึ้นไปประทับ ณ นครเชียงใหม่&#13;
  ในเวลาต่อมาศิลปะการทอผ้ายกตามแบบฉบับของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในคุ้มเจ้า นายฝ่ายเหนือแห่งนครเชียงใหม่เท่านั้น แต่ได้แพร่กระจาย ไปทั่วดินแดนล้านนา และเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายเป็นที่สุด ที่จังหวัดลำพูน ในชื่อของ “ผ้ายกดอกลำพูน” ก่อให้เกิดชื่อ เสียงขจรขจายไปไกลเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในหนังสือเจ้าหลวงลำพูน ได้กล่าวไว้ว่า คุ้มหลวงหลัง เก่าของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ที่ได้รับเป็นมรดกสืบทอดมา จากเจ้าหลวงอินทยงยศโชติเป็นอาคารไม้ใต้ถุนยกสูงมีพื้นที่ 4 ไร่เศษ บริเวณใต้ถุนคุ้มหลวงมีกี่ทอผ้าจำนวนหลายหลังเพื่อ ทอซิ่นตีนจกและผ้ายกดอก การทอผ้ายังคงได้รับการสืบทอด มาจนถึงทายาทรุ่นต่อมา โดยเฉพาะเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (พ.ศ.2442-2503) ธิดาในเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หลังจาก ออกเรือนด้วยการเสกสมรสกับหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ แล้วไปสร้างเป็นคุ้มตึกทรงยุโรป 2 ชั้นสีเขียวตรงข้ามเยื้องกับ คุ้มหลวงด้านทิศตะวันออก มีพื้นที่คุ้มกว้างขวาง 4 ไร่เศษ เจ้าหญิงลำเจียกมีกี่ทอผ้าในโรงทอผ้าภายในคุ้มร้อยกว่าหลัง เดิมเจ้านายฝ่ายหญิงเมืองนครลำพูนนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ ก่อนแล้ว ลักษณะซิ่นตีนจกของเจ้านายหัวซิ่นจะทอเรียบไม่มี ลวดลาย ตัวซิ่นจะทอด้วยไหมทองคำเป็นลวดลายขวาง ส่วนตีนจก จะยกดอกเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้วยไหมทองคำบนพื้นที่สีแดง เมื่อ เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวซิ่น ตัวซิ่น กับตีนซิ่นมาเย็บต่อกัน ต่อมาเจ้าหญิงลำเจียกจึงได้ไปเรียนทอผ้ายกกับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่เมืองนครเชียงใหม่ แล้วนำมาทอที่คุ้มวังหลวง เมืองนครลำพูนและคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก สตรีช่างทอผ้าภายใน คุ้มเจ้าหญิงลำเจียกมาจากหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านท่าขาม บ้านเวียงยอง บ้านตูลี้ บ้านวังไฮ และบ้านธิ เป็นต้น บางคน มาฝึกหัดทอผ้าภายในคุ้ม เมื่อทอชำนาญก็รับเส้นไหมไปทอที่ บ้าน เมื่อทอเสร็จก็นำมาส่งที่คุ้มและรับเงินค่าแรงไป เจ้าหญิง ลำเจียกจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนไปพร้อมกับการคิดค้น ลวดลายใหม่ ๆ และกำหนดสีสันบนผืนผ้าอย่างลงตัว ส่วนเจ้าหญิง ส่วนบุญ ณ ลำพูน ธิดาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ (เจ้าหนานธรรมลังกา ณ เชียงใหม่) กับเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน ราชเทวีในเจ้าหลวง จักรคำขจรศักดิ์ ก็โปรดการทอผ้าซิ่นตีนจก ผ้ายก และให้การ อุปถัมภ์การทอผ้าเสมอมา (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="56">
            <name>Date</name>
            <description>Date or range of dates associated with the creation, design, production, presentation, performance, construction, or alteration, etc. of the work or image. Dates may be expressed as free text or numerical.  In format yyyy-mm-dd yyyy-mm-dd.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="420">
                <text>พ.ศ. 2503</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="57">
            <name>Description</name>
            <description>A free-text note about the Work, Collection, or Image, including comments, description, or interpretation, that gives additional information not recorded in other categories.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="421">
                <text>1)คำอธิบายเกี่ยวกับผ้า :&#13;
 - การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่งเพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำให้ลวดลายให้เกิดขึ้น หรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกขึ้นกี่ การร้อยด้ายเข้าฟืม การเก็บตะกอทำเส้นด้าย และการเก็บตะกอทำลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความคุ้นเคยกับลายที่ทอ (คณะศึกษาศาสตร์ และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535)&#13;
2) การใช้ประโยชน์ของผ้า : ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน &#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="58">
            <name>Inscription</name>
            <description>All marks or written words added to the object at the time of production or in its subsequent history, including signatures, dates, dedications, texts, and colophons, as well as marks, such as the stamps of silversmiths, publishers, or printers.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="422">
                <text>-การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวน การแต่งกายของผู้หญิงไทยวนจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ “ผ้าซิ่น” ที่มีลักษณะเป็นผ้าริ้วลายขวาง ต่อตีด้วยผ้าสีแดงหรือดำและต่อหัวด้วยผ้าสีขาว สีแดง หรือดำ หรืออาจจะเป็นผ้าสีเดียวก็ได้ โดยการเย็บเข้าด้วยกัน เรียกซิ่นชนิดนี้ว่า “ซิ่นต๋า” หรือ “ซิ่นต่อตีนเอว”</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="59">
            <name>Location</name>
            <description>The geographic location and/or name of the repository, building, site, or other entity whose boundaries include the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="423">
                <text>พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณเฮือนยอง วัดต้นแก้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="60">
            <name>Material</name>
            <description>The substance of which a work or an image is composed.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="424">
                <text>ผ้าฝ้าย</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="61">
            <name>Measurements</name>
            <description>The physical size, shape, scale, dimensions, or format of the Work or Image. Dimensions may include such measurements as volume, weight, area or running time.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="425">
                <text>กว้าง 38 นิ้ว ยาว 39 นิ้ว</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="62">
            <name>Relation</name>
            <description>Terms or phrases describing the identity of the related work and the relationship between the work being cataloged and the related work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="426">
                <text>1)ลายหลัก : ลายคุณนายตื่นสาย (ลายประยุกต์ใหม่)&#13;
-การเปลี่ยนแปลงลวดลายของผ้ายกดอกลำพูน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ&#13;
(1) ระยะแยก ลายดอกพิกุลในระยะนี้เรียกว่า “ลายแบบดั้งเดิม” เป็นลายที่ทอกันอยู่ก่อนแล้ว ลายดอกพิกุลแบบดั้งเดิมจะมี 5-6 เขา (ไม้) เท่านั้น&#13;
(2) ระยะที่ 2 หลังพ.ศ. 2457 เมื่อเจ้าหญิงส่วนบุญได้นำความรู้ในการทอผ้ายกดอกที่ได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมาประยุกต์งานหัตถศิลป์พื้นบ้านด้านลวดลายของลายดอกพิกุล โดยเพิ่มเขาให้มีจำนวนไม้มากขึ้น ตั้งแต่ 7 ไม้ขึ้นไป ลวดลายเป็นลายเฉพาะของดอกพิกุล ที่มีความงดงามยิ่งขึ้น เรียกโดยรวมว่า “ลายพิกุลธรรมดา” ประกอบด้วย ลายดอกพิกุลกลม ลายดอกพิกุลเหลี่ยม ลายดอกพิกุลมีขอบ ลายดอกพิกุลเล็ก พิกุลจันทร์แปดกลีบ เป็นต้น ซึ่งการเรียกชื่อลายนี้ช่างทอผ้าแต่ละคนจะเรียกตามลักษณะของลายที่ทอออกมาไม่มีชื่อเรียกมาตรฐานที่ตายตัว&#13;
(3) ระยะที่ 3 หลังพ.ศ. 2475 เป็นช่วงที่เรียกว่าได้ว่าเป็นยุคทองของผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูน ผ้าทอยกดอกของจังหวัดลำพูนเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก กอปรกับการคมนาคมสะดวกขึ้น และมีโรงงานทอผ้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเขตตัวเมืองลำพูน มีการแข่งขันกันสูง จึงเกิดการประยุกต์ลวดลายของดอกพิกุล โดยคงลายดอกพิกุลอยู่ แล้วเพิ่มลายใหม่เข้าไปผสมผสานให้เกิดความงดงามและความหลากหลายในลวดลาย หรือเพิ่มเกสรของลายดอกโดยใช้ดื้นเรียกลวดลายโดยรวมว่า “ลายพิกุลประยุกต์” ประกอบด้วย ลายพิกุลโยง ลายพิกุลโยงมีเกสร ลายพิกุลมีเกสร ลายแก้วชิงดวง ลายพิกุลล้อมดอกบัว ลายพิกุลล้อมลายไทย เป็นต้น&#13;
(4) ระยะที่ 4 ตั้งแต่พุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆขึ้นมากมาย ซึ่งลวดลายเหล่านั้นอาจเกิดจากการติดต่อแลกเปลี่ยน เช่น ลายเงี้ยว หรืออาจจะใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่พบเห็นแล้วนำมาประยุกต์เป็นลวดลายลงในผืนผ้า เช่น ลายกุหลาบพันปี ลายคุณนายตื่นสาย ลายนกยูง เป็นต้น และอาจเป็นลวดลายใหม่ที่คิดขึ้นเองผสานกับลายไทยที่ตีพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับผ้าพื้นเมืองทั่วไป เช่น ลายนพรัตน์ ลายเกลียวมัลลิกา เป็นต้น และมีมากมายหลายลายที่ยังไม่มีการตั้งชื่อ เรียกโดยรวมว่า “ลายประยุกต์ใหม่” (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) ลายประกอบ : ลายสนฉัตร&#13;
3) ลักษณะการใช้งาน : ใช้เป็นผ้านุ่งใช้ในชีวิตประจำวัน&#13;
4) ประเภทลายผ้า : &#13;
-ลายโบราณ&#13;
-ลายประยุกต์ใหม่&#13;
5) การสื่อความหมายของผ้า (ลวดลายผ้า เช่น ลายพรรณพฤกษา, ลายสัตว์ เป็นต้น) :&#13;
 - ลายคุณนายตื่นสาย และลายสนฉัตร เป็นลายพรรณพฤกษา ซึ่งเป็นลวดลายที่มีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ &#13;
6) ตำแหน่งบนผืนผ้า (ตีนซิ่น ตัวซิ่น หัวซิ่น)  &#13;
- ตีนซิ่น (เชิงซิ่น) ปรากฎลายดอกคุณนายตื่นสายตรงส่วนลายท้อง และปรากฎลายสนฉัตรในส่วนพวัน&#13;
7) ความเชื่อของลายผ้าทอ : ไม่ระบุ&#13;
1)การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก&#13;
-การออกแบบลวดลายผ้ายกดอก มี 2 ลักษณะ คือ&#13;
(1) การแกะลาย เป็นขั้นตอนที่อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็ฯกระบวนการอ่านจำนวนเส้นด้ายขึ้นและลงในแต่ละเขาหรือไม้ โดยอ่านเส้นด้ายจากผ้าผืนเดิมเพื่อให้การทอผ้าผืนใหม่มีลวดลายของผ้าเหมือนผ้าผืนเดิม ซึ่งวิธีการแกะลายผ้ายกดอกลายดอกพิกุล ช่างแกะลายจะดูช่องฟันหวี โดยช่องหนึ่งจะมีสองเส้นแล้วดูลายเริ่มจากเขาที่ 1 ตั้งแต่เอวถึงเชิงไปทีละลาย ซึ่งแต่ละเขาช่องว่างระหว่างลายจะลงและขึ้นไม่เหมือนกันแล้วจุดลายลงบนสมุดกราฟ โดยเริ่มดูลายจากครึ่งดอกเวลาจุดลาจุดครึ่งดอก ซึ่งเวลาทอผ้าจะทอไปกลับได้หนึ่งดอก&#13;
(2) การจุดลาย เป็นกระบวนการจุดลายที่ต้องการทอลงบนกระดาษกราฟแล้วระบายสีลงในช่อง โดยใช้สีหรือเครื่องหมายสำหรับช่องขึ้นและช่องลงให้ต่างกันเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัด การจุดลายนั้นจะจุดลายเพียงครึ่งดอก หรือครึ่งลาย ซึ่งเมื่อนำไปทอจะทอไปกลับทำให้ได้หนึ่งดอกหรือเต็มลาย (ณัฐพร ศรีกัณทา, 2547; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="64">
            <name>Source</name>
            <description>A reference to the source of the information recorded about the work or the image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="427">
                <text>1) สถานที่พบเห็นลายผ้า : ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน&#13;
2) สถานที่ผลิตลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
3) สถานที่จำหน่ายลายผ้า : จ.ลำพูน&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="66">
            <name>Style Period</name>
            <description>A defined style, historical period, group, school, dynasty, movement, etc. whose characteristics are represented in the Work or Image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="428">
                <text>1)พ.ศ. : พ.ศ. 2503&#13;
2)ยุคสมัยของการทอ : ตั้งแต่พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา&#13;
3) อายุของผ้า : 60 ปี&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="67">
            <name>Subject</name>
            <description>Terms or phrases that describe, identify, or interpret the Work or Image and what it depicts or expresses. These may include generic terms that describe the work and the elements that it comprises, terms that identify particular people, geographic places, narrative and iconographic themes, or terms that refer to broader concepts or interpretations.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="429">
                <text>-ผ้ายกเชิงลายคุณนายตื่นสาย&#13;
-ผ้าทอ, ผ้านุ่ง, ผ้าถุง, ผ้าซิ่น&#13;
-ลายคุณนายตื่นสาย&#13;
-ลายสนฉัตร&#13;
-ลายประยุกต์ใหม่&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="68">
            <name>Technique</name>
            <description>The production or manufacturing processes, techniques, and methods incorporated in the fabrication or alteration of the work or image.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="430">
                <text>1)เทคนิคการทอ : &#13;
-การยก การทอด้วยเทคนิค “การยก” คือการยกลวดลายด้วยตะกอ เรียกว่า “ผ้ายก” &#13;
-การทอยกดอก หมายถึงการยกเส้นยืนเพื่อที่ สอดเส้นพุ่งเพื่อทําให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ ายยกและผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ ายหรือ ไหมสีอื่น เพื่อทําให้ลวดลายที่เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่ การ คัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การสืบหูก การร้อยด้ายฟืม การเก็บตะกรอทําเส้นด้าย การเก็บ ตะกรอทําลวดลาย จากนั้นจึงทําขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชํานาญและความคุ้นเคยกับ ลายที่ทอ การทอผ้ายกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหม ยกดอกลําพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั่วไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
2) สีของผ้า : สีน้ำตาลทอง สีทอง&#13;
3)วัสดุตกแต่งผ้า : ไม่มี&#13;
4)การย้อมสีฝ้าย : สีย้อมที่ใช้ย้อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท&#13;
(1) สีธรรมชาติ ส่วนมากจะได้มาจากส่วนต่างๆของพืช เช่น แก่นขนุน หัวหรือเหง้าขมิ้นชัน เปลือกกระหูด ต้นคราม ลูกมะเกลือ ดอกคำฝอย รากยอป่า มูลครั่ง เป็นต้น&#13;
(2) สีวิทยาศาสตร์ เป็นสีที่ผสมขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สีเบสิค สีแอสิค สีไดเร็ด สีรีแอ็คทีฟ สีแวต เป็นต้น (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558)&#13;
5) อุปกรณ์ในการทอผ้า : การทอผ้ายกดอกเป็นงานที่มีความละเอียดสูง สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอประกอบด้วย กี่ ฝ้ายเครือ กวัก ม้าเดินด้าย ตะกอ กระสวย เขาดอก เขาย้ำ ฟันหวี ไม้หลาบ ไม้กระแทก ไม้เหยียบ ไม้คิ้ว และไม้เภา (มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
6) ขั้นตอนการทอ :&#13;
(1) การออกแบบลายกราฟ&#13;
(2) การกรอไหมและการเข้าหลอด คือการนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการฟอก การย้อม และการลงแป้งมากรอกเข้าหลอด ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยการกรอเส้นไหมเข้าหลอดใหญ่โดยนำเส้นไหมที่ทำการย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสาวเส้นไหมเข้าหลอดเพื่อเตรียมไปทอผ้ายก และกรอเส้นไหมเข้าหลอดเล็กด้วยปริมาณไหมที่พอดีไม่หนาเกินไป&#13;
(3) การกวักฝ้าย คือการนำเอาฝ้ายมาทำเป็นไจ แล้วเอาฝ้ายมาเข้าเครื่องกวัก หลังจากนั้นำฝ้ายที่ได้มากวักเข้าใส่กระป๋อง&#13;
(4) การโว้นหูกหรือการสาวไหม เริ่มจากการนำไหมยืนหลอดใหญ่ใส่ช่องเสียบหลอดที่ราวใส่หลอดไหมตามจำนวนที่กำหนด ดึงเส้นไหมทุกหลอดมารวมกันแล้วนำมาที่จุดเริ่มต้นของม้าเดินไหม นำกระบอกมาคล้องเส้นไหมทั้งหมดแล้วดึงให้ตึงอย่างต่อเนื่อง&#13;
(5) การเข้าหัวม้วน คือการนำไหมยืนสาวเรียบร้อยแล้วมาเข้าฟืมและดึงไหมยืนเข้าหัวม้วนเพื่อเตรียมเอาขึ้นกี่ทอผ้า&#13;
(6) การนำหัวม้วนขึ้นกี่ทอผ้าพื้นเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การนำหัวม้วนขึ้นกี่ใหม่และการำหัวม้วนขึ้นเพื่อสืบหูก&#13;
(7) การเก็บตะกอเหยียบ คือ การใช้ด้ายไนลอนร้อยเส้นไหมยืนออกเป็น 2 ชุด ใช้สำหรับการยกและการข่มเส้นไหมเวลาทอผ้ายก&#13;
(8) การคัดลาย คือ การนำลายกราฟที่ออกแบบเรียบร้อยแล้วมาคัดลายบนเส้นไหมยืนแต่ละเส้นตามที่ออกแบบไว้ เพื่อนำไปเก็บตะกอดอกและใช้สำหรับการยกลวดลายบนผืนผ้า&#13;
(9) การเก็บตะกอดอกหรือการร้อยตะกอเขาดอก คือการใช้ด้ายไนลอนมัดเก็บลวดลายที่คัดไว้ก่อนหน้านี้ ร้อยผูกกับไม้ดิ้ว ตามจำนวนช่องฟันหวี (จำนวนเส้นไหม) ที่ถูกยกขึ้นจนหมดเป็นแถวๆไป &#13;
(10) การทอผ้ายกเป็นขั้นตอนสุดท้าย คือการทอผ้ายกโดยนำเส้นไหมที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ตามที่กลาวมาตามลำดับมาถักทอลวดลายให้เป็นผืนผ้า ซึ่งผ้ายกลำพูนมีวิธีการทอเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่การยกลวดลายของผ้าแต่ละผืนโดยอาจยกตะกอดอกครั้งเดียว หรืออาจยกตะกอดอกซ้ำกัน 2 ครั้งเพื่อให้ได้ขนาดดอกหรือลวดลายที่ใหญ่ขึ้น (ทัศวรรณ ธิมาคำ, รัตนา ณ ลำพูน และทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล, 2554; ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน), 2558; มนชนก อุปะทะ, 2559)&#13;
7) โครงสร้างของผืนผ้า : &#13;
- ผ้าทอยกดอกลายดอกพิกุลที่มีความนิยมมากที่สุดคือผ้าซิ่น ผ้าซิ่นรุ่นเก่าจะเป็นผ้าซิ่น ยกเชิง ต่อมามีการเพิ่มลายทั้งผืนเป็นผ้าซิ่นยกเชิงยกทึบ ส่วนประกอบของซิ่นจะมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวซิ่น และเชิง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือการถักทอส่วนประกอบของผืนผ้ามีความละเอียดอ่อน รอยต่อของช่วงลายแต่ละลายจะมีลายคอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ทําให้ช่วงลายแต่ละช่วงมี ความกลมกลืนกัน และมีชื่อเรียกแต่ละช่วงลายเรียงลําดับตั้งแต่ตีนซิ่นขึ้นไปถึงเอว ดังนี้ &#13;
-เชิง ประกอบด้วย &#13;
 (1) พวันตีน ได้แก่ริมล่างสุดของผืนผ้าซิ่น ลายเชิงเดินเป็นลายสนฉัตร แต่ปัจจุบันเพื่อ ความอ่อนช้อย งดงามได้มีการเพิ่มลายดอกหรือลวดลายแทรกในหัวเชิง &#13;
(2) คอที่ 1 คือส่วนที่ถัดจากพวันตีน ลายคอส่วนมากจะเป็นลายประยุกต์ และจะมีคัน ปิดส่วนล่าง-บนของคอ อาจเป็นลายเล็กๆที่เป็นเส้นตรง หรือลายโค้งหยัก เพื่อให้เกิดการผสมผสาน กับลายท้อง ทําให้เกิดความกลมกลืนระหว่างลาย &#13;
(3) ดอกท้อง (เชิงกลาง) คือส่วนที่ถัดจากคอที่ 1 ใส่ไว้เพื่อเล่นลวดลายของเชิงผ้าให้มี ความโดดเด่น โดยจะเป็นลายยกดอกพิกุล ในผ้ายกเชิงทึบลวดลายของเชิงกลางส่วนมากจะเป็น ลายเดียวกันกับลายตัวซิ่น แต่อาจทําให้โดดเด่นโดยการใช้ดิ้น&#13;
(4) คอที่ 2 คือส่วนที่ถัดจากดอกท้อง จะใช้ลายเดียวกันกับคอที่ 1 &#13;
(5) พวันเล็ก คือส่วนที่อยู่ถัดจากคอที่ 2 บางครั้งเรียกงูลอย เพราะลวดลายมีลักษณะโค้ง หยักไปมาคล้ายงู ใส่ไว้เพื่อแยกส่วนเชิงกับตัวซิ่น และช่วยให้ลายเชิงกับลายตัวซิ่นไม่กระด้าง มีความกลมกลืนกัน ตัวซิ่ น เป็นส่วนที่มีความกว้างมากที่สุด อยู่ถัดจากพวันเล็กจนถึงเอว ในผ้าซิ่นยกเชิง &#13;
(6) ตัวซิ่นจะเป็นสีพื้นโดยการใช้ด้วยพุ่งสีเดียวกันตลอดทั้งผืน หรือหากต้องการสีสลับก็ใช้เส้นยืนใน การสลับสีให้สวยงาม ส่วนในผ้าซิ่นยกเชิงทึบ ตัวซิ่นจะเป็นลายยกดอกพิกุลเต็มตัวซิ่น และส่วนมาก จะเป็นลายเดียวกับลายท้อง (สำนักส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, 2551)&#13;
</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
          <element elementId="70">
            <name>Worktype</name>
            <description>Identifies the specific type of WORK, COLLECTION, or IMAGE being described in the record.</description>
            <elementTextContainer>
              <elementText elementTextId="431">
                <text>งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเครื่องทอ</text>
              </elementText>
            </elementTextContainer>
          </element>
        </elementContainer>
      </elementSet>
    </elementSetContainer>
  </item>
</itemContainer>
